เซรามิกลำปาง,จานเซรามิกลำปาง,กระถางเซรามิกลำปาง,ถ้วยเซรามิกลำปาง,ถ้วยกาไก่เซรามิคลำปาง,จานเซรามิกลำปาง
รายงานการจัดส่งผลิตภัณฑ์เซรามิกโรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่
1. คุณ สุพจน์ วงค์ประสิทธิ์ จังหวัด กรุงเทพ
รหัสสำนักงาน ที่04 เลขที่เอกสาร 7606
โดยบริษัทพัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด
เช็คสถานะ www.thaiparcels.com หรือ โทร 0-22492383
เทคนิคการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิก
เครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิกที่มีขายในท้องตลาดมีมากมายหลายประเภทหลายชนิดนะครับ แล้วเราจะมีวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิกให้ได้ผลิตภัณฑ์เซรามิกที่มีคุณภาพดี คุ้มค่ากับการจ่ายได้อย่างไร วันนี้ทางโรงงานเซรามิกส์พระคุณพ่อแม่(ภควาเซรามิก) มีเทคนิควิธีมาบอกให้เพื่อนๆหรือ ใครที่คิดจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิกอยู่ครับ
ผลิตภัณฑ์เซรามิกมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทนะครับ
1. ผลิตภัณฑ์เซรามิก เอิร์ทเทินแวร์
เป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกที่เผาที่อุณหภูมิ ไม่สูงมากนักครับเผาอยู่ที่ 800-1,150 องศาครับ เซรามิกประเภทเอิร์นเทินแวร์นี้จะเผาแบบไม่สุกครับ ผิวจะออกสีส้มไปถึงสีแดงครับ ถ้าเคาะที่ผลิตภัณฑ์เซรามิกเสียงจะไม่ดังกังวานนะครับ ผลิตภัณฑ์เซรามิกเอิร์นเทินแวร์นี้ ได้แก่ กระถางปลูกต้นไม้ แจกันจากบ้านด่านเกวียนก็เป็นงานเอิร์นเทินแวร์นะครับ งานจากหมู่บ้านม่อนเขาแก้วลำปาง ข้อแนะนำนะครับเซรามิกเอิร์นเทินแวร์นี้ ไม่ควรนำไปใส่อาหารรับประทานนะครับถ้ายังไม่เคลือบ เพราะดินที่เผานั้นจะดูดซึมน้ำได้ดั เมื่อเราใช้งานไปนานๆ จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคนะครับ อันตรายนะครับ ควรตรวจสอบให้ดีนะครับ
เป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันครับ ผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์จะเผาที่อุณหภูมิที่ 1,200-1,300 องศาครับ ไม่ดูดซึมน้ำ สามารถนำไปใส่อาหารรับประทานได้ครับไม่เป็นอันตรายเพราะพื้นผิวถูกเคลือบด้วยเคลือบเซรามิกที่เผาอุณหภูมิสูงมาแล้วครับ ผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์ที่มีขายในท้องตลาดก็ได้แก่ ถ้วย จาน แก้ว แจกัน ข้อแนะนำการสังเกตว่าเป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์หรือไม่ ถ้าเคาะแล้วมีเสียงดังกังวาน สีของชิ้นงานเป็นสีครีมหรือขาว ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่ง นั่นคือผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์ครับ
3. ผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลน
ผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เผาอุณภูมิสูงที่สุด
ในบรรดาผลิตภัณฑ์เซรามิกทุกประเภทนะครับ ประเทศจีนเป็นประเทศที่คิดค้นขึ้นมาได้ครับในสมัย ราชวงหมิง ครับ เรียกอีกอย่างว่าโบนไชน่าก็ได้ครับให้เครดิตพี่จีนเค้าครับเพราะเค้าป็นคนคิดขึ้นมาก่อน ผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลนนี้มีประโยชน์ในทางการแพทย์ด้วยนะครับ สามารถนำไปใช้ทำฟันปลอมได้ครับ วิธีสังเกตุผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลน
เนื้อดินจะมีสีขาวอมฟ้า และเมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวาน ไม่ดูดซึมน้ำ เนื้อดินมีความโปร่งแสง
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสาระดีๆ ที่ทางโรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่(ภควาเซรามิก) ได้นำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนคงมีความรู้ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เซรามิกให้ถูกประเภทกับการใช้งานนะครับ จะได้คุ้มค่าและปลอดภัยกับการจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ครับ
ป้ายกำกับ: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิก
สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆทุกคน กับมาเจอกันอีกแล้วนะครับ คราวก่อนผมได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเคลือบเซรามิกที่มีชื่อว่า เคลือบเอนโกบกันไปแล้วนะครับ วันนี้มาพูดถึงการขึ้นรูปเซรามิกกันบ้างนะครับ ในอุตสาหกรรมการผลิตเซรามิกในปัจจุบันเกือบ 1ooเปอร์เซนต์ก็ว่าได้นะครับ จะเป็นการขึ้นรูปด้วยการหล่อ(ใช้แม่แแบบปูนปลาสเตอร์เป็นแม่พิมพ์) ยกเว้นงานปั้นมือ handmade เพราะสามารถใช้เวลาในการผลิตที่รวดเร็วเพราะ ต้นแบบที่เป็นปูนปลาสเตอร์นั้นมีคุณสมบัติดูดซึมน้ำได้ดี ทำให้ชิ้นงานแห้งไวทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น สามารถผลิตชิ้นงานเซรามิกได้เป็นจำนวนมาก แต่ข้อเสียก็มีนะครับอายุการใช้งานของพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ก็มีเวลาสึกหรอของมันนะครับ และในการผลิตชิ้นงานขึ้นมาใหม่ จะต้องมีการออกแบบและถอดลูกพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากพอสมควรทำให้ระยะเวลาในการขึ้นชิ้นงานใหม่ ต้องใช้เวลาครับ มีเพื่อนๆบางคนสอบถามผมเข้ามาเกี่ยวกับการขึ้นรูปต้นแบบใหม่ สามารถทำได้นะครับแต่ต้องใช้เวลามากและต้องใช้เทคนิคพอสมควรครับแล้วแต่ความยากง่ายของต้นแบบเซรามิกครับ ถ้าทำในแบบเชิงอุตสาหกรรมต้องผลิตขิ้นงานเซรามิคเป็นจำนวนมากถึงจะคุ้มครับ เพราะต้นทุนในการสร้างต้นแบบสูงครับทำน้อย ราคาที่ขายจะมากตามต้นทุนไงครับ เพราะฉะนั้นต้องจูนความเข้าใจกันก่อนนะครับ
การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เซรามิกอีกแบบหนึ่งก็คือ การขึ้นรูปเซรามิกแบบอิสระครับ คือ การขึ้นแป้นหมุน การขึ้นรูปแบบแผ่น(นำดินไปรีดกับเครื่องรีดดิน) และอื่นๆ อีกมากมายสุดแล้วแต่ไอเดียใคร ไอเดียมันนะครับ การขึ้นรูปแบบนี้ส่วนมากจะเป็นงานเซรามิกแบบอาร์ทๆ ครับ คือทำออกมาไม่กี่ชิ้น แต่ตั้งราคารขายแพงกว่าการขึ้นรูปด้วยการหล่อมากครับ ส่วนมากจะเป็นงานเฉพาะกลุ่มมากกว่าครับ
วันนี้ก็มาเล่าเรื่องราวเกล็ดเล็ก เกร็ดน้อยการข้นรูปเซรามิกมาฝากกันนะครับ เอาไว้คราวหน้าผมจะเอาเรื่องรางวเกี่ยวกับ เซรามิกอะไรมาฝากกันอีกติดตามชมอ่าน กันได้นะครับ หากใครมีข้อสงสัย อยากสอบถามเกี่ยวงานเซรามิก ติดต่อผมได้นะครับ ทิ้งคอมเม้นด้านล่างหรืฝากเมล์มาหาผมโดยตรงก็ได้นะครับ ขอบคุณครับ
โรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่(ภควาเซรามิกส์)
ป้ายกำกับ: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิก
สวัสดีครับ เพื่อนๆทุกคน วันนี้ผมมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเอนโกบ ซึ่งเคลือบเอนโกบนี้ เป็นเคลื่อบที่ใครหลายคนอาจลืม หรือไม่ได้ให้ความสนใจกันมากนักในอุตสาหกรรมเซรามิคในปัจจุบัน แต่เคลือบเอนโกบนั้นมีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างเลยล่ะครับไปดูประโยชน์ดีๆ ของเคลือบเซรามิกที่เรียกว่าเอนโกบกันดีกว่า
1. ในการผลิตอุตสาหกรรมเซรามิคที่ใช้ดิน ที่มีเปอร์เซนต์ของเหล็กออกไซด์มาก ทำให้สีของเนื้อดินที่ผ่านการเผา มีสีออกมาไม่ขาว สีครีม หรือออกแดงๆ ทำให้ชิ้นงานอาจไม่เป็นตามที่ต้องการ เราสามารถใช้เคลือบเอนโกบนี้เคลือบชิ้นงานที่เป็นดินดิบ หรืิอผลิตภัณฑ์บริสกิต(ผ่านการเผนที่อุณหภูมิ 750 c) ก่อนการเผาเคลือบทำให้สีของผลิตภัณฑ์ ออกมาขาวตามที่เราต้องการได้ แถมยังลดต้นทุนในผลิตที่ต้องการใช้เคลือบหรือการผสมดินให้เกิดความขาว เอนโกบจะเป็นตัวเคลือบผิวด้านหน้าของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งวัตถุดิบที่ทำเคลือบเอนโกบยังต้นทุนต่ำกว่าด้วยครับ
2.การใส่สีสันในในผลิตภัณฑ์ เราสามารถใช้เทคนิคเอนโกบมาทำให้ชิ้นงาน เกิดสีสันได้ตามที่เราต้องการได้ วิธีการก็คือเติม สีสำเร็จรูปที่ต้องการลงไปหรือผสมในเคลือบเอนโกบ ซึ่งในส่วนผสมของเอนโกบก็มีดินเป็นส่วนผสมหลักอยู่แล้วนะครับ ทำให้เคลือบมีการยึดเกาะชิ้นงานได้ง่าย หรือใครที่ต้องการลดอุณหภูมิของเคลือบก็สามารถเติม ฟลักซ์(ออกไซด์ เช่น เฟลสปาร์) ลงไปในเนื้อเอนโกบ ทำให้เคลือบมีการสุกตัวที่อุณภูมิต่ำ เป็นการลดต้นทุนเชื้อเพลิงในการเผาได้ อีกทางหนึ่งนะครับ
ประโยชน์จากเอนโกบยังมีอีกมากนะครับ เอาไว้เดี๋ยวผมจะหาเวลามาเขียนให้เพื่อนๆต่อ ตอนนี้ขออนุญาติไปทำงานก่อนนะครับ ช่วงนี้งานเยอะมาก อย่าลืมติดตามนะครับ ขอบคุณครับ
โรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่จำกัด(ภควาเซรามิก)
ป้ายกำกับ: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิก
แนวทางในการเลือกใช้งานกระเบื้องเซรามิก (1)
ตลาดในปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นตลาดของผู้บริโภคโดยแท้จริง ผู้ผลิตสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใดต่างก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาเพื่อ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ผลิตภัณฑ์กระเบื้องเซรามิกก็เช่นกัน ได้มีการพัฒนาลวดลายสีสันใหม่ๆ โดยเป็นไปตามแนวโน้มของตลาดในขณะนั้น อาจกล่าวได้ว่าสินค้ากระเบื้องเซรามิกถือว่าเป็นสินค้าแฟชั่นอย่างหนึ่งก็คง ไม่เกินเลยไปนัก นอกเหนือจากลวดลายสีสันใหม่ๆที่ทางผู้ผลิตกระเบื้องต่างพัฒนาสินค้าออกมามาก มายจนทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ในด้านประเภทต่างๆของกระเบื้อง, คุณสมบัติจำเพาะบางประการที่ทางผู้ผลิตได้พัฒนาสินค้าขึ้นเพื่อให้สอดสอด คล้องกับความต้องการสำหรับการใช้งานในพื้นที่ต่างๆที่มีจุดประสงค์การใช้งาน ที่แตกต่างกันไปนั้นก็ได้มีการพัฒนาสินค้าขึ้นมาอย่างหลากหลาย จนทำให้บางครั้งผู้บริโภคอาจเกิดความสับสนหรือลังเลใจในการใช้งาน
บทความนี้จะทำให้ผู้อ่าน(ซึ่งอาจเป็นผู้ที่ต้องการใช้งานกระเบื้องเซรามิก) ได้มีความเข้าใจในประเภทของกระเบื้อง,คุณสมบัติที่เราควรจะคำนึงถึงสำหรับ การใช้งานในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการใช้งานกระเบื้องที่ถูกประเภทกับพื้นที่ที่เราจะใช้ จะทำให้เราไม่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายต่างๆโดยไม่จำเป็น เช่นการปูกระเบื้องผิดประเภทในพื้นที่นั้นๆ,การซื้อกระเบื้องคุณภาพดี(ซึ่ง แน่นอนว่าราคาจะสูงขึ้น)เกินไปกว่าความต้องการที่แท้จริง,อุบัติเหตุหรือ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใช้งานผิดประเภท. ซึ่งเมื่อเราเข้าใจในชนิดต่างๆของกระเบื้องเซรามิกที่มีอยู่ในท้องตลาดแล้ว และทราบว่าบริเวณที่เราจะใช้งานนั้นต้องการคุณสมบัติใดเป็นพิเศษ เราก็สามารถเลือกใช้กระเบื้องเซรามิกได้ตรงตามเจตนาของผู้ผลิตที่ต้องการตอบ สนองความต้องการของเราอย่างสูงสุด
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักประเภทของกระเบื้องเซรามิกกันก่อน
กระเบื้องเซรามิกอาจแบ่งประเภทตามการใช้งานของกระเบื้อง ซึ่งมักเป็นวิธีการจำแนกประเภทตามแนวทางของลูกค้า เราสามารถแบ่งได้เป็น
1. กระเบื้องบุผนัง
2. กระเบื้องปูพื้น
3. กระเบื้องสำหรับตกแต่ง(ซึ่งอาจจะตกแต่งทั้งพื้นและผนัง)
ถ้าแบ่งตามประเภทของกระเบื้องของเนื้อดิน,ตามกระบวนการผลิตและคุณภาพตามที่ มาตราฐานสากลยอมรับซึ่งเป็นการจำแนกประเภทตามแนวทางของผู้ผลิต เราสามารถแบ่งประเภทของกระเบื้องได้เป็น
1. กระเบื้องบุผนัง(เนื้อ Earthen ware)
2. กระเบื้องปูพื้น(เนื้อ Stone ware)
3. กระเบื้องโมเสค(เนื้อ Porcelain)
4. กระเบื้องแกรนิต(เนื้อ Porcelain)
5. กระเบื้องเคลือบเนื้อแกรนิต( Glaze porcelain )
6. กระเบื้อง Third firing
7. กระเบื้องที่ผลิตจากกระบวนการรีด( Spilt tile ซึ่งเป็นเนื้อStone ware หรือ porcelain )
8. กระเบื้องเนื้อแดงไม่เคลือบ ( Terra cotta ) ซึ่งมักเป็นเนื้อ Earthen ware
9. กระเบื้องที่มีรูปร่างพิเศษ ( Special shape )
10. กระเบื้องทำมือ ( Hand made )
สำหรับรายละเอียดของกระเบื้องในแต่ละชนิดนั้นมีดังนี้
1.กระเบื้องบุผนัง คือกระเบื้องที่ใช้สำหรับบุผนังของบ้านหรืออาคาร ในอดีตนั้นกระเบื้องบุผนังมักจะถูกจำกัดการใช้งานอยู่เพียงในห้องน้ำเท่า นั้น แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตกระเบื้องได้มีการพัฒนาสีสันลวดลายให้มีความสวยงามจน สามารถนำมามาใช้งานได้ในทุกพื้นที่ของบ้านหรืออาคาร ซึ่งข้อดีของการใช้กระเบื้องบุผนังทดแทนการทาสีหรือการใช้วอลล์เปเปอร์เพื่อ ตกแต่งให้ห้องมีความสวยงามขึ้นก็คือ กระเบื้องจะมีความทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำความสะอาดง่ายกว่าวัสดุอื่นๆ และในปัจจุบันผู้ผลิตก็ได้ออกแบบลูกเล่นต่างๆในการตกแต่งตามไอเดียของเจ้า ของบ้านเอง
เนื้อกระเบื้องสำหรับบุผนังนั้นจะต้องมีน้ำหนักเบา ดังนั้นจึงต้องมีความพรุนตัวสูง มีความแข็งแรงปานกลางจนถึงต่ำซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความแข็งแรงมากเท่ากับ กระเบื้องสำหรับปูพื้น, ขนาดของกระเบื้องต้องมีความเที่ยงตรงมากในแต่ละแผ่นเพื่อที่เวลาปูกระเบื้อง แล้วจะทำให้ได้แนวของกระเบื้องที่สวยงาม ดังนั้นการหดตัวของกระเบื้องชนิดนี้จะต้องต่ำมากหรือเรียกได้ว่าไม่เกิดการ หดตัวเลย, ต้องไม่เกิดการรานตัว หรือการแตกร้าวของผิวเคลือบเมื่อใช้งานไปในระยะเวลาหนึ่ง ( เกิดdelay crazing ) อันเกิดเนื่องมาจากการขยายตัวเนื่องจากความชื้น , สีเคลือบต้องมีความทนทานต่อกรดและเบส เนื่องจากบางครั้งผู้ใช้งานอาจทำความสะอาดพื้นกระเบื้องด้วยน้ำยาล้างห้อง น้ำซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดหรือเบสได้
เนื้อดินของกระเบื้องบุผนังนั้นจะเป็นเนื้อดินชนิด Earthen ware มี%การดูดซึมน้ำสูง (15-22%) และความแข็งแรงไม่สูงมากนัก สีเคลือบส่วนใหญ่มักจะเป็นผิวมัน ดังนั้นจึงไม่ควรนำเอากระเบื้องบุผนังไปใช้งานที่ต้องรับน้ำหนักมากหรือต้อง สัมผัสกับน้ำอยู่ตลอดเวลา หรือใช้ในพื้นที่ที่มีการขูดขีดขัดสีอยู่ตลอดเวลาเช่นพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นบ้าน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวของกระเบื้อง ซึ่งจะทำให้ความสวยงามหมดลงไปได้ในที่สุด นอกจากนี้อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ถ้านำกระเบื้องบุผนังซึ่งมี ผิวมันมากเป็นพิเศษ ไปใช้ปูพื้น
2. กระเบื้องปูพื้น จุดประสงค์หลักของกระเบื้องชนิดนี้ก็คือใช้สำหรับปูพื้นเพื่อให้เกิดความสวย งาม มีความคงทน ทำความสะอาดง่าย สามารถใช้ทดแทนวัสดุประเภทอื่นที่มีราคาสูงกว่าเช่น หินแกรนิต หินอ่อน พื้นไม้
เนื้อกระเบื้องเป็นเนื้อ Stone ware มี%การดูดซึมน้ำต่ำถึงปานกลาง (~3-6%) ความแข็งแรงปานกลาง ผิวเคลือบมีทั้งแบบผิวมันและผิวด้าน รวมทั้งลวดลายและสีสันที่มีให้เลือกมากมาย ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้งาน และขึ้นกับการใช้งานของพื้นที่ที่จะปูกระเบื้อง
คุณสมบัติที่สำคัญที่ผู้ใช้งานควรคำนึงถึงสำหรับกระเบื้องปูพื้นแบ่งได้ เป็น2ส่วนคือส่วนที่เราเห็นหรือสัมผัสได้เช่น สีสัน ลวดลาย ลักษณะของผิวเคลือบ ขนาด คุณภาพของผิวหน้า ความโค้ง-แอ่นของกระเบื้อง กับส่วนที่เป็นคุณสมบัติทางกายภาพ ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้แต่ทางผู้ผลิตได้มีการควบคุม คุณภาพตามมาตราฐานที่ได้มีการกำหนดเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกค้านำไปใช้งานแล้ว เกิดปัญหาได้ในภายหลัง คุณสมบัติเหล่านี้ได้แก่
- ความแข็งแรงของเนื้อกระเบื้อง ซึ่งถ้ามีค่าต่ำเกินกว่ามาตราฐานอาจจะทำให้กระเบื้องแตกหรือร้าวได้ เมื่อใช้งานในพื้นที่ที่ต้องรับแรงกดมาก
- การดูดซึมน้ำ ถ้าการดูดซึมน้ำสูงเกินไปจะทำให้เฉดสีของกระเบื้องเปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากความชื้นที่สะสมอยู่ในเนื้อกระเบื้อง,อาจพบปัญหาน้ำเหนียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายเจล ทำความสะอาดยาก ทำให้พื้นผิวของกระเบื้องลดความสวยงามลง ซึ่งปัญหานี้จะพบร่วมกันกับปัญหาน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่ใช้งานและคุณภาพของ ปูนซีเมนต์ที่นำมาใช้งานไม่ได้ตามคุณภาพ และถ้าความขื้นมากเกินไปประกอบกับการดูดซึมน้ำของกระเบื้องสูงอาจพบปัญหาที่ รุนแรงถึงขั้นกระเบื้องร่อนออกจากพื้นซีเมนต์ได้
- ความทนทานต่อการขูดขีด ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของผิวเคลือบ โดยส่วนใหญ่แล้วผิวเคลือบที่เป็นผิวมันจะมีความทนทานต่อการขูดขีดต่ำกว่าผิว เคลือบด้านจึงทำให้เกิดเป็นรอยได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้งานของกระเบื้องผิวมัน ที่ควรหลีกเลี่ยงการขูดขีดที่จะเกิดขึ้น
- ความต้านทานต่อการขัดสี การใช้งานกระเบื้องปูพื้นนั้นคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเสียดสี ขัดสีระหว่างผิวกระเบื้องกับฝุ่นละออง ทราย กรวด ฯ ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำอันตรายต่อผิวกระเบื้องเป็นอย่างมาก การทดสอบความทนทานต่อการขัดสีนั้นจะทำโดยการนำเอาผงขัดมาเข้าเครื่องขัดผิว หน้าของกระเบื้องโดยใช้จำนวนรอบในการขัดที่แตกต่างกัน และดูผลที่เกิดขึ้นกับผิวเคลือบภายหลังการขัดผิวหน้าของกระเบื้อง โดยมีการจัดระดับชั้นของกระเบื้องตามมาตราฐานของ PEI ( Porcelain Enamel Institution ) ค่าของแต่ละระดับชั้นเรียกว่าค่า PEI
ตารางการแบ่งระดับชั้นของการขัดสี ( PEI )
| จำนวนรอบของการขัดสีที่สามารถมองเห็นรอยขัด | ชั้นที่ |
| 100 | 0 |
| 150 | 1 |
| 600 | 2 |
| 750, 1500 | 3 |
| 2100,6000,12000 | 4 |
| >12000และผ่านISO10545-14 สำหรับความต้านทานต่อคราบสี | 5 |
ในปัจจุบันมีผู้ผลิตกระเบื้องสำหรับปูพื้นหลายราย ได้มีการระบุค่า PEI ไว้ที่ข้างกล่องด้วย เพื่อใหัลูกค้ามีความชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้ว่าพื้นที่ที่จะใช้งานนั้น ควรใช้กระเบื้องที่มีค่าPEI เท่าใด
การจำแนกพื้นที่การใช้งานนั้นสามารถจำแนกได้ตามลำดับขั้นของค่า PEI ดังนี้
ขั้นที่ 0 กระเบื้องเคลือบสีในชั้นนี้ไม่แนะนำให้ใช้สำหรับปูพื้น
ขั้นที่ 1 ใช้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรโดยสวมรองเท้าพื้นนิ่มหรือเท้าเปล่า โดยไม่มีฝุ่นละอองเช่นในห้องนอน ห้องน้ำ
ขั้นที่ 2 ใช้ในพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรโดยสวมรองเท้าพื้นนิ่มหรือรองเท้าปกติ และมีฝุ่นผงบ้างในจำนวนน้อยเช่นห้องต่างๆภายในบ้าน
ขั้นที่ 3 ใช้ในพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรบ่อยครั้งด้วยรองเท้าปกติและมีฝุ่นผงไม่มากนัก เช่นห้องครัว ภายในบ้าน ระเบียงทางเดิน ลานบ้าน
ขั้นที่ 4 ใช้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรเป็นปกติ ซึ่งมีฝุ่นละอองมาก ทำให้มีสภาพที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าขั้นที่3 เช่นร้านอาหาร โรงแรม ห้องแสดงนิทรรศการ
ขั้นที่ 5 ใช้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรพลุกพล่านเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานโดยมีปริมาณฝุ่น ผงขัดสีเช่นทราย,กรวด จำนวนมากเป็นสภาพการใช้งานที่รุนแรงที่สุดซึ่งกระเบื้องปูพื้นชนิดเคลือบสี จะรองรับได้ เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ทางเดินสาธารณะ สถานีรถไฟ(ฟ้า) สถานีรถประจำทาง
ดังนั้นผู้ใช้งานควรรู้ก่อนว่าเราจะใช้กระเบื้องสำหรับพื้นที่ใด แล้วจึงเลือกกระเบื้องตามค่าPEI ที่ระบุไว้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่นการสูญเสียพื้นผิวที่สวยงามไปในระยะเวลาอันสั้น
- ความต้านทานต่อสารเคมี เนื่องจากว่าการทำความสะอาดพื้นกระเบื้องเซรามิกนั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเบส น้ำยาทำความสะอาดบางยี่ห้อมีฤทธิ์ที่จะกัดคราบสกปรกได้รุนแรงมาก ซึ่งถ้าผิวเคลือบของกระเบื้องไม่สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนเหล่านั้นได้ก็จะ ทำให้ความสวยงามของพื้นกระเบื้องลดลงและสูญเสียความมันวาวไปในที่สุด ดังนั้นกระเบื้องปูพื้นเซรามิกที่ดีควรผ่านการทดสอบสารเคมีและรับประกันกับ ลูกค้าได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด
ขอขอบพระคุณบทความที่มีประโยชน์จาก ดร. คชินท์ สายอินทวงศ์
ป้ายกำกับ: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิก
แนวทางในการเลือกใช้งานกระเบื้องเซรามิก (2)
ในบทความที่แล้วได้พูดถึงรายละเอียดและการใช้งานกระเบื้องบุผนังและ กระเบื้องปูพื้นไปแล้ว เรายังมีกระเบื้องประเภทอื่นๆที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันอีกหลาย ประเภท ทั้งกระเบื้องโมเสค,กระเบื้องแกรนิต,กระเบื้องเคลือบแกรนิต,กระเบื้องThird firing,กระเบื้องที่ได้จากการรีด(Extrusion),กระเบื้องเนื้อแดงแบบไม่ เคลือบ(Terra cotta),กระเบื้องตกแต่งที่มีรูปร่างพิเศษ
กระเบื้องโมเสค(Mosaic)
เป็นกระเบื้องที่มี%การดูดซึมน้ำต่ำ มีความแข็งแรงสูง เนื้อกระเบื้องจัดอยู่ในประเภทพวก porcelain มักเป็นกระเบื้องที่มีขนาดเล็ก(ต่ำกว่า4นิ้วลงไป) ผู้ผลิตจะทำการนำโมเสคเหล่านี้ไปติดบนsheetซึ่งทำมาจากไนล่อน เวลาปูก็ทำการปูไปทั้งsheet จำนวนชิ้นของโมเสคในแต่ละsheetนั้นขึ้นกับขนาดของโมเสคที่นำมาติดกับsheet
สีของตัวกระเบื้องโมเสคจะมีความเข้มอ่อนแตกต่างกันได้ โดยมาจากสภาพความแตกต่างของอุณหภูมิเตาในแต่ละตำแหน่งของเตา โดยผู้ผลิตจะนำกระเบื้องโมเสคเหล่านี้มาจัดเรียงเฉดสีให้กลมกลืนกันภาย ใน1sheet เรียกว่าการ Mix pattern ซึ่งการที่เกิดความเข้มอ่อนของสีในแต่ละsheetนั้นถือว่าเป็นเสน่ห์หรือเป็น เอกลักษณ์ของกระเบื้องโมเสคทีเดียว ซึ่งลูกค้าที่เลือกใช้กระเบื้องประเภทนี้จึงมักจะชอบที่ความต่างของเฉดสี ของกระเบื้องชนิดนี้ นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้ผลิตยังได้นำเทคโนโลยี่สำหรับการตกแต่งลวดลายที่ใช้ กับกระเบื้องปูพื้นหรือบุผนังมาใช้กับการผลิตกระเบื้องโมเสคด้วยทำให้กระ เบื้องชนิดนัมีลูกเล่นมากขึ้นกว่าในอดีตที่มีเอกลักษณ์อยู่เพียงการผสมกัน ของเฉดสีของแต่ละแผ่น
กระเบื้องโมเสคสามารถใช้ได้ทั้งการปูพื้นและบุผนัง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปูผนังด้านนอกของอาคารซึ่งมักนิยมกันมากในประเทศ ญี่ปุ่น เราเรียกกระเบื้องโมเสคที่ใช้ปูนอกอาคารว่า Facing tile ตัวfootingของfacing tileนี้จะมีความลึกมากกว่าโมเสคปกติเพื่อความสามารถในการยึดติดได้ดีขึ้น การปูfacing tileมักจะใช้วิธีปูไปบนแผ่นคอนกรีตสำเร็จก่อน เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงสามารถยกขึ้นไปติดตั้งพร้อมกับการก่อสร้างอาคารได้เลย ขัอดีของกระเบื้องfacing tileก็คือสีจะสามารถคงทนอยู่ได้ดีกว่าสีทาอาคารและยังสามารถทำความสะอาดได้ ง่ายกว่า ไม่สกปรกหรือขึ้นราได้ง่ายเนื่องจาก%การดูดซึมน้ำต่ำมาก การเลือกใช้กระเบื้องโมเสคสำหรับปูพื้นนั้นควรเลือกประเภทของเคลือบที่มีผิว ไม่มันมากนักเพื่อจะได้ไม่มีอันตรายเวลาพื้นลื่น นอกจากนี้ความสามารถในการทนทานต่อสารเคมีนั้นกระเบื้องโมเสคจะมีความทนทาน ได้ดีกว่ากระเบื้องปูพื้นหรือบุผนังเนื่องจากกระเบื้องโมเสคใช้อุณหภูมิใน การเผาที่สูงกว่าดังนั้นจึงสามารถใช้วัตถุดิบที่ทนทานต่อสารเคมีได้ดีกว่า กระเบื้อง2ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้ว
ข้อเสียของกระเบื้องชนิดนี้จะอยู่ที่ปัญหาการทำความสะอาด เนื่องจากกระเบื้องนี้มีขนาดเล็กทำให้มีรอยต่อระหว่างแผ่น(joint) มากซึ่งบริเวณดังกล่าวเวลาทำการปูจะต้องใช้ปูนซิเมนต์ขาวในการยาแนว ซึ่งบริเวณนี้จะมีโอกาสที่จะเกิดคราบความสกปรก,ตะไคร่สีเขียว ได้ง่ายถ้าไม่ดูแลรักษาดีพอก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งสกปรกขึ้นมาได้
กระเบื้องแกรนิต
เป็นกระเบื้องที่มี%การดูดซึมน้ำต่ำมาก(มีผู้ผลิตบางราย สามารถพูดได้ว่าไม่ดูดซึมน้ำเลย) มีความแข็งแรงสูง เนื้อผลิตภัณฑ์เป็น porcelain มีคำเรียกกระเบื้องชนิดนี้อยู่หลายคำอาทิเช่นHomogeneous tile,Granite tile,Granito tile,Porcelain tile ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคำเรียกกระเบื้องที่มีการผลิตเลียนแบบหินธรรมชาติ โดยการนำเอาสีเซรามิกเข้าไปผสมกับเนื้อดินเพื่อให้เกิดสีขึ้นในเนื้อดิน เทคโนโลยี่เริ่มต้นเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนเริ่มจากการพยายามผลิตกระเบื้อง ให้มีลักษณ์และสีสันใกล้เคียงหินแกรนิตธรรมชาติ มีทั้งแบบไม่ขัดผิวหน้าและขัดพื้นผิวให้มีความมันเหมือนในการขัดหินแกรนิต ต่อมาได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี่การผลิตอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของเครื่อง จักร ส่วนของเทคนิคการผลิต การตกแต่งลวดลาย ทำให้สามารถผลิตกระเบื้องที่เลียนแบบหินธรรมชาติได้แทบบุกชนิด ทั้งสีสันและลวดลายจนบางครั้งเราแทบไม่อาจจะแยกได้ว่าแผ่นไหนเป็นกระเบื้อง ที่มนุษย์ผลิตหรือแผ่นไหนเป็นหินที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา
เนื่องจากกระเบื้องแกรนิตได้มีการนำสีเซรามิกใส่ผสมลงไปกับเนื้อดินเลยทำให้ กระเบื้องทั้งแผ่นมีสีเหมือนกันดังนั้นเมื่อใช้กระเบื้องไปนานๆจนเกิดการขัด สีหรือการกร่อนของผิวหน้ากระเบื้องก็ยังจะไม่เกิดปัญหาเหมือนกับกระเบื้อง ที่ใช้การเคลือบผิว เพราะเมื่อผิวหน้าด้านบนสึกไปพื้นด้านส่างก็ยังคงมีสีเช่นเดียวกันกับพื้น ด้านบน แต่สำหรับกระเบื้องแกรนิตที่ผ่านการขัดผิวจนมันเงาแล้วอาจจะพบปัญหาผิวหน้า หมองและด้านขึ้นเมื่อใช้ไปนานๆได้
คุณสมบัติที่สำคัญของกระเบื้องแกรนิต
1 %การดูดซึมน้ำ,น้ำมันจะต่ำมาก เนื่องจากวัตถุประสงค์ของกระเบื้องชนิดนี้ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านในอาคาร ด้านนอกอาคาร ที่จอดรถ สถานที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกผล่านโดยเฉพาะกระเบื้องที่ผ่านการขัดผิวมาแล้ว ซึ่งการขัดผิวก็เหมือนกับการเปิดรูพรุนที่ผิวหน้าของกระเบื้องซึ่งจะมีโอกาส ทำให้ฝุ่นละออง,สิ่งสกปรก,คราบน้ำมัน เข้าไปแทรกอยู่ภายในรูพรุนเหล่านั้นได้ ถ้าเราสามารถผลิตกระเบื้องที่มีรูพรุนน้อยที่สุดหรือปราศจากรูพรุนเลยก็จะ ช่วยลดปัญหาดังกล่าวไปได้
2 ความแข็งแรงสูง เนื่องจากวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เป็นทางเลือกในการนำ ไปปูพื้นที่จอดรถ พื้นทางเดิน ทางเข้าบ้าน ซึ่งจะต้องรับแรงกดมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรงที่สูงเพียงพอ
3 ความมันของผิวหน้ากระเบื้องที่ขัดแล้ว ซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้เคริ่งวัดความเงาของผิวหน้า(glossy meter) ซึ่งความมันของผิวนี้จะเป็นตัวบอกความสวยงามและคุณภาพของผู้ผลิตได้เป็น อย่างดี
4 ขนาดของกระเบื้องที่ผ่านการตัดขอบและผ่านการขัดแล้ว จะต้องมีขนาดใกล้เคียงกันมาก ซึ่งจะช่วยให้การปูกระเบื้องปูได้ชิดกันจนแทบมองไม่เห็นรอยยาแนวเลย ซึ่งจะทำให้เกิดความสวยงามและดูเหมือนการปูหินธรรมชาติมาก
ข้อดีของกระเบื้องแกรนิตเมื่อเปรียบเทียบกับหินธรรมชาติ(เช่นหินอ่อน,หินแกรนิต)
1 มีความแข็งแรงมากกว่า โดยเฉพาะการรับแรงกดของกระเบื้องจะมีค่าสูงกว่าหินธรรมชาติ
2 สามารถควบคุมเฉดสีได้ดีกว่า ซึ่งจะทำให้มีสีที่กลมกลืนกว่าหินธรรมชาติ
มีสีสันและลวดลายให้เลือกมากมายตามที่ลูกค้าต้องการ
4 น้ำหนักต่อแผ่นจะเบากว่า เนื่องจากสามารถทำให้มีความหนาน้อยกว่าหินธรรมชาติ
5 ราคาถูกกว่าหินธรรมชาติ โดยเฉพาะสีพิเศษบางสีเช่นสีดำ สีแดงเลือดนกซึ่งแหล่งหินธรรมชาติในเมืองไทยไม่มีหินสีเหล่านี้ จำเป็นต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศดังนั้นราคาจึงสูงขึ้นอีกมาก
6 ช่างปูกระเบื้องสามารถปูได้ง่ายกว่าการปูหินธรรมชาติ การตัดสามารถใช้เคื่องมือปกติที่ใช้ตัดกระเบื้องทั่วๆไปได้
กระเบื้องเคลือบเนื้อแกรนิต
มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกระเบื้องแกรนิต ทั้งในเรื่อง%การดูดซึมน้ำ,ความแข็งแรง แต่ที่ผิวหน้าจะมีการเคลือบสีและตกแต่งลวดลายเพื่อให้เกิดความสวยงามรวมทั้ง ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้านการขัดสี,การขูดขีด ให้มีความทนทานด้วย เคลือบที่ใช้กับกระเบื้องแกรนิตนั้นมักจะเป็นเคลือบที่มีความทนทานทั้งกับ สารเคมีและการขัดสีจึงสามารถใช้กระเบื้องชนิดนี้ได้ในทุกพื้นที่รวมทั้งภาย นอกอาคารและสถานที่สาธารณะต่างๆที่มีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก
กระเบื้องชนิดนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาที่ มีอากาศหนาวเย็น ที่อณหภูมิในช่วงฤดูหนาวจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจนทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งถ้ากระเบื้องมี%การดูดซึมน้ำสูงก็จะพบปัญหาน้ำที่อยู่ตามรูพรุนกลายเป็น น้ำแข็งและถ้ามีปริมาณมากอาจทำให้กระเบื้องแตกได้เนื่องจากการขยายตัวของน้ำ แข็ง เราเรียกคุณสมบัติที่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่อุณหภูมิ ต่ำมากนี้ว่าFrost resistance
กระเบื้องThird firing
เป็นกระเบื้องตกแต่งที่มีการเผาหลายครั้งและหลายอุณหภูมิเพื่อให้เกิดความ สวยงาม ได้จากการนำกระเบื้องปูพื้น,บุผนัง หรืออื่นๆที่ผ่านการเผาแล้วมาทำการตกแต่งลวดลายเพิ่มเติมแล้วนำไปเผาที่ อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้ผลิตกระเบื้องดังกล่าว อุณหภูมิที่ใช้เผานั้นขึ้นอยู่กับสีที่นำมาตกแต่ง อาจมีการเผามากกว่าหนึ่งครั้งก็ได้ขึ้นกับชนิดของสีที่นำมาตกแต่ง กระเบื้องชนิดนี้จะใช้ตกแต่งควบคู่ไปกับกระเบื้องชนิดต่างๆที่นำมาเป็นพื้น เพื่อให้เกิดความสวยงามขึ้น ซึ่งลวดลายนั้นมีทั้งลายดอกไม้ ลายกราฟิก รูปการ์ตูน ภาพธรรมชาติ หรือแม้แต่ภาพอิมเพรสชั่นนิสก็ยังสามารถนำมาใช้กับกระเบื้องได้ การใช้งานมีได้ทั้งเป็นกระเบื้องตัดขอบ(Border) หรือเป็นกระเบื้องที่มีลวดลายแซมอยู่ทั่วไปของพื้นที่ (Spot tile) ข้อควรระวังของกระเบื้องชนืดนี้คือความทนทานของสีที่นำมาตกแต่งต่อการขูดขีด ต่อสารเคมีจะต่ำถึงแม้ว่าจะผ่านการเผามาแล้วก็ตาม
กระเบื้องที่ได้จากกระบวนการรีด(Extrude tile or Spilt tile)
ความ แตกต่างของกระเบื้องชนิดนี้กับกระเบื้องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอยู่ที่ กระบวนการผลิต โดยกระเบื้องชนิดนี้จะขึ้นรูปโดยการนำดินที่มีความชื้นสูงมาเข้าเครื่องรีด ผ่านหัวแบบ(die) ให้ได้รูปร่างตามแบบ แล้วจึงตัดตามขนาดที่ต้องการ คุณสมบัติต่างๆของกระเบื้องหลังเผาแล้วก็จะใกล้เคียงกับกระเบื้องปูพื้นทั้ง ในเรื่อง%การดูดซึมน้ำ,ความแข็งแรง,ความทนทานต่อสารเคมี แต่สิ่งที่กระเบื้องชนิดนี้ทำได้ยากก็คือความหลากหลายของขนาดกระเบื้องโดย เฉพาะกระเบื้องที่มีขนาดใหญ่ สำหรับลวดลายและสีสันนั้นได้มีการพัฒนาให้ลวดลายหลากหลายขึ้นจากเดิมที่มี เพียงการเคลือบสีเพียงอย่างเดียว ซึ่งตามท้องตลาดเราจะเริ่มเห็น spilt tile ที่มีลวดลายสวยงามเพิ่มขึ้น
การใช้งานสามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีผู้ผลิตบางรายผลิตกระเบื้องที่มีรูปทรงพิเศษใช้สำหรับเป็นจมูกบันได ทำให้การปูกระเบื้องตามขั้นบันไดมีความสวยงามเพิ่มขึ้นและช่วยลดความคมของ รอยต่อกระเบื้องตรงขอบบันไดได้
กระเบื้องเนื้อแดงไม่เคลือบ(Terra cotta)
ผลิตมาจากดินแดงหรือดินที่มี%เหล็กออกไซด์สูง มีทั้งการขึ้นรูปแบบpressing ,extruding และการขึ้นรูปด้วยมือ มี%การดูดซึมน้ำสูง ความแข็งแรงไม่สูงมากนัก เหมาะใช้สำหรับตกแต่งบ้านให้สวยงามมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง มีราคาถูกกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆ ปัญหาที่พบได้มากในการใช้งานกระเบื้องประเภทนี้คือเรื่องความสกปรกบนผิงหน้า จะเกิดขึ้นได้ง่ายแต่กำจัดออกไปได้ยาก รวมทั้งการเกิดตะไคร่น้ำซึ่งจะทำให้ลื่นง่ายจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ จึงไม่เหมาะที่จะใช้งานในพื้นที่ภายนอกอาคารที่ถูกน้ำ ในพื้นที่ที่เปียกชื้นเสมอๆ พื้นที่ที่ต้องรับแรงมาก
ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดของกระเบื้องในแต่ละประเภท และความเหมาะสมในการใช้งานที่ผู้ผลิตมีความตั้งใจผลิตขึ้นมาเพื่อสนองความ ต้องการให้กับลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งถ้าผู้ใช้งานใช้ได้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตออกแบบมาให้แล้วก็จะเกืดปัญหา ได้น้อยที่สุด หรือแม้ว่าเกิดปัญหาขึ้นได้ก็ยังสามารถร้องเรียนไปยังหน่วยงานบริการหลังการ ขายเพื่อให้มาตรวจสอบและแก้ไขให้ได้ ซึ่งมีทั้งการซ่อมแซมหรือชดเชย
ขอขอบคุณ ดร. คชินท์ สายอินทวงศ์
ป้ายกำกับ: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซรามิก