วันเสาร์

เทคนิคการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิก

เครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิกที่มีขายในท้องตลาดมีมากมายหลายประเภทหลายชนิดนะครับ แล้วเราจะมีวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิกให้ได้ผลิตภัณฑ์เซรามิกที่มีคุณภาพดี คุ้มค่ากับการจ่ายได้อย่างไร วันนี้ทางโรงงานเซรามิกส์พระคุณพ่อแม่(ภควาเซรามิก) มีเทคนิควิธีมาบอกให้เพื่อนๆหรือ ใครที่คิดจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิกอยู่ครับ

ผลิตภัณฑ์เซรามิกมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทนะครับ

1. ผลิตภัณฑ์เซรามิก เอิร์ทเทินแวร์ เป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกที่เผาที่อุณหภูมิ ไม่สูงมากนักครับเผาอยู่ที่ 800-1,150 องศาครับ เซรามิกประเภทเอิร์นเทินแวร์นี้จะเผาแบบไม่สุกครับ ผิวจะออกสีส้มไปถึงสีแดงครับ ถ้าเคาะที่ผลิตภัณฑ์เซรามิกเสียงจะไม่ดังกังวานนะครับ ผลิตภัณฑ์เซรามิกเอิร์นเทินแวร์นี้ ได้แก่ กระถางปลูกต้นไม้ แจกันจากบ้านด่านเกวียนก็เป็นงานเอิร์นเทินแวร์นะครับ งานจากหมู่บ้านม่อนเขาแก้วลำปาง ข้อแนะนำนะครับเซรามิกเอิร์นเทินแวร์นี้ ไม่ควรนำไปใส่อาหารรับประทานนะครับถ้ายังไม่เคลือบ เพราะดินที่เผานั้นจะดูดซึมน้ำได้ดั เมื่อเราใช้งานไปนานๆ จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคนะครับ อันตรายนะครับ ควรตรวจสอบให้ดีนะครับ

2. ผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์

เป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันครับ ผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์จะเผาที่อุณหภูมิที่ 1,200-1,300 องศาครับ ไม่ดูดซึมน้ำ สามารถนำไปใส่อาหารรับประทานได้ครับไม่เป็นอันตรายเพราะพื้นผิวถูกเคลือบด้วยเคลือบเซรามิกที่เผาอุณหภูมิสูงมาแล้วครับ ผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์ที่มีขายในท้องตลาดก็ได้แก่ ถ้วย จาน แก้ว แจกัน ข้อแนะนำการสังเกตว่าเป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์หรือไม่ ถ้าเคาะแล้วมีเสียงดังกังวาน สีของชิ้นงานเป็นสีครีมหรือขาว ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่ง นั่นคือผลิตภัณฑ์เซรามิกสโตนแวร์ครับ

3. ผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลน

ผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลนนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เผาอุณภูมิสูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์เซรามิกทุกประเภทนะครับ ประเทศจีนเป็นประเทศที่คิดค้นขึ้นมาได้ครับในสมัย ราชวงหมิง ครับ เรียกอีกอย่างว่าโบนไชน่าก็ได้ครับให้เครดิตพี่จีนเค้าครับเพราะเค้าป็นคนคิดขึ้นมาก่อน ผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลนนี้มีประโยชน์ในทางการแพทย์ด้วยนะครับ สามารถนำไปใช้ทำฟันปลอมได้ครับ วิธีสังเกตุผลิตภัณฑ์เซรามิกปอร์ซเลน

เนื้อดินจะมีสีขาวอมฟ้า และเมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวาน ไม่ดูดซึมน้ำ เนื้อดินมีความโปร่งแสง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสาระดีๆ ที่ทางโรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่(ภควาเซรามิก) ได้นำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนคงมีความรู้ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เซรามิกให้ถูกประเภทกับการใช้งานนะครับ จะได้คุ้มค่าและปลอดภัยกับการจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ครับ

วันจันทร์

สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆทุกคน กับมาเจอกันอีกแล้วนะครับ คราวก่อนผมได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเคลือบเซรามิกที่มีชื่อว่า เคลือบเอนโกบกันไปแล้วนะครับ วันนี้มาพูดถึงการขึ้นรูปเซรามิกกันบ้างนะครับ ในอุตสาหกรรมการผลิตเซรามิกในปัจจุบันเกือบ 1ooเปอร์เซนต์ก็ว่าได้นะครับ จะเป็นการขึ้นรูปด้วยการหล่อ(ใช้แม่แแบบปูนปลาสเตอร์เป็นแม่พิมพ์) ยกเว้นงานปั้นมือ handmade เพราะสามารถใช้เวลาในการผลิตที่รวดเร็วเพราะ ต้นแบบที่เป็นปูนปลาสเตอร์นั้นมีคุณสมบัติดูดซึมน้ำได้ดี ทำให้ชิ้นงานแห้งไวทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น สามารถผลิตชิ้นงานเซรามิกได้เป็นจำนวนมาก แต่ข้อเสียก็มีนะครับอายุการใช้งานของพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ก็มีเวลาสึกหรอของมันนะครับ และในการผลิตชิ้นงานขึ้นมาใหม่ จะต้องมีการออกแบบและถอดลูกพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากพอสมควรทำให้ระยะเวลาในการขึ้นชิ้นงานใหม่ ต้องใช้เวลาครับ มีเพื่อนๆบางคนสอบถามผมเข้ามาเกี่ยวกับการขึ้นรูปต้นแบบใหม่ สามารถทำได้นะครับแต่ต้องใช้เวลามากและต้องใช้เทคนิคพอสมควรครับแล้วแต่ความยากง่ายของต้นแบบเซรามิกครับ ถ้าทำในแบบเชิงอุตสาหกรรมต้องผลิตขิ้นงานเซรามิคเป็นจำนวนมากถึงจะคุ้มครับ เพราะต้นทุนในการสร้างต้นแบบสูงครับทำน้อย ราคาที่ขายจะมากตามต้นทุนไงครับ เพราะฉะนั้นต้องจูนความเข้าใจกันก่อนนะครับ
การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เซรามิกอีกแบบหนึ่งก็คือ การขึ้นรูปเซรามิกแบบอิสระครับ คือ การขึ้นแป้นหมุน การขึ้นรูปแบบแผ่น(นำดินไปรีดกับเครื่องรีดดิน) และอื่นๆ อีกมากมายสุดแล้วแต่ไอเดียใคร ไอเดียมันนะครับ การขึ้นรูปแบบนี้ส่วนมากจะเป็นงานเซรามิกแบบอาร์ทๆ ครับ คือทำออกมาไม่กี่ชิ้น แต่ตั้งราคารขายแพงกว่าการขึ้นรูปด้วยการหล่อมากครับ ส่วนมากจะเป็นงานเฉพาะกลุ่มมากกว่าครับ
วันนี้ก็มาเล่าเรื่องราวเกล็ดเล็ก เกร็ดน้อยการข้นรูปเซรามิกมาฝากกันนะครับ เอาไว้คราวหน้าผมจะเอาเรื่องรางวเกี่ยวกับ เซรามิกอะไรมาฝากกันอีกติดตามชมอ่าน กันได้นะครับ หากใครมีข้อสงสัย อยากสอบถามเกี่ยวงานเซรามิก ติดต่อผมได้นะครับ ทิ้งคอมเม้นด้านล่างหรืฝากเมล์มาหาผมโดยตรงก็ได้นะครับ ขอบคุณครับ
โรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่(ภควาเซรามิกส์)

วันพฤหัสบดี


สวัสดีครับ เพื่อนๆทุกคน วันนี้ผมมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเอนโกบ ซึ่งเคลือบเอนโกบนี้ เป็นเคลื่อบที่ใครหลายคนอาจลืม หรือไม่ได้ให้ความสนใจกันมากนักในอุตสาหกรรมเซรามิคในปัจจุบัน แต่เคลือบเอนโกบนั้นมีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างเลยล่ะครับไปดูประโยชน์ดีๆ ของเคลือบเซรามิกที่เรียกว่าเอนโกบกันดีกว่า
1. ในการผลิตอุตสาหกรรมเซรามิคที่ใช้ดิน ที่มีเปอร์เซนต์ของเหล็กออกไซด์มาก ทำให้สีของเนื้อดินที่ผ่านการเผา มีสีออกมาไม่ขาว สีครีม หรือออกแดงๆ ทำให้ชิ้นงานอาจไม่เป็นตามที่ต้องการ เราสามารถใช้เคลือบเอนโกบนี้เคลือบชิ้นงานที่เป็นดินดิบ หรืิอผลิตภัณฑ์บริสกิต(ผ่านการเผนที่อุณหภูมิ 750 c) ก่อนการเผาเคลือบทำให้สีของผลิตภัณฑ์ ออกมาขาวตามที่เราต้องการได้ แถมยังลดต้นทุนในผลิตที่ต้องการใช้เคลือบหรือการผสมดินให้เกิดความขาว เอนโกบจะเป็นตัวเคลือบผิวด้านหน้าของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งวัตถุดิบที่ทำเคลือบเอนโกบยังต้นทุนต่ำกว่าด้วยครับ
2.การใส่สีสันในในผลิตภัณฑ์ เราสามารถใช้เทคนิคเอนโกบมาทำให้ชิ้นงาน เกิดสีสันได้ตามที่เราต้องการได้ วิธีการก็คือเติม สีสำเร็จรูปที่ต้องการลงไปหรือผสมในเคลือบเอนโกบ ซึ่งในส่วนผสมของเอนโกบก็มีดินเป็นส่วนผสมหลักอยู่แล้วนะครับ ทำให้เคลือบมีการยึดเกาะชิ้นงานได้ง่าย หรือใครที่ต้องการลดอุณหภูมิของเคลือบก็สามารถเติม ฟลักซ์(ออกไซด์ เช่น เฟลสปาร์) ลงไปในเนื้อเอนโกบ ทำให้เคลือบมีการสุกตัวที่อุณภูมิต่ำ เป็นการลดต้นทุนเชื้อเพลิงในการเผาได้ อีกทางหนึ่งนะครับ
ประโยชน์จากเอนโกบยังมีอีกมากนะครับ เอาไว้เดี๋ยวผมจะหาเวลามาเขียนให้เพื่อนๆต่อ ตอนนี้ขออนุญาติไปทำงานก่อนนะครับ ช่วงนี้งานเยอะมาก อย่าลืมติดตามนะครับ ขอบคุณครับ

โรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่จำกัด(ภควาเซรามิก)

วันจันทร์

แนวทางในการเลือกใช้งานกระเบื้องเซรามิก (1)
ตลาดในปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นตลาดของผู้บริโภคโดยแท้จริง ผู้ผลิตสินค้าไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดใดต่างก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาเพื่อ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ผลิตภัณฑ์กระเบื้องเซรามิกก็เช่นกัน ได้มีการพัฒนาลวดลายสีสันใหม่ๆ โดยเป็นไปตามแนวโน้มของตลาดในขณะนั้น อาจกล่าวได้ว่าสินค้ากระเบื้องเซรามิกถือว่าเป็นสินค้าแฟชั่นอย่างหนึ่งก็คง ไม่เกินเลยไปนัก นอกเหนือจากลวดลายสีสันใหม่ๆที่ทางผู้ผลิตกระเบื้องต่างพัฒนาสินค้าออกมามาก มายจนทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ในด้านประเภทต่างๆของกระเบื้อง, คุณสมบัติจำเพาะบางประการที่ทางผู้ผลิตได้พัฒนาสินค้าขึ้นเพื่อให้สอดสอด คล้องกับความต้องการสำหรับการใช้งานในพื้นที่ต่างๆที่มีจุดประสงค์การใช้งาน ที่แตกต่างกันไปนั้นก็ได้มีการพัฒนาสินค้าขึ้นมาอย่างหลากหลาย จนทำให้บางครั้งผู้บริโภคอาจเกิดความสับสนหรือลังเลใจในการใช้งาน

บทความนี้จะทำให้ผู้อ่าน(ซึ่งอาจเป็นผู้ที่ต้องการใช้งานกระเบื้องเซรามิก) ได้มีความเข้าใจในประเภทของกระเบื้อง,คุณสมบัติที่เราควรจะคำนึงถึงสำหรับ การใช้งานในพื้นที่ต่างๆ เพื่อการใช้งานกระเบื้องที่ถูกประเภทกับพื้นที่ที่เราจะใช้ จะทำให้เราไม่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายต่างๆโดยไม่จำเป็น เช่นการปูกระเบื้องผิดประเภทในพื้นที่นั้นๆ,การซื้อกระเบื้องคุณภาพดี(ซึ่ง แน่นอนว่าราคาจะสูงขึ้น)เกินไปกว่าความต้องการที่แท้จริง,อุบัติเหตุหรือ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใช้งานผิดประเภท. ซึ่งเมื่อเราเข้าใจในชนิดต่างๆของกระเบื้องเซรามิกที่มีอยู่ในท้องตลาดแล้ว และทราบว่าบริเวณที่เราจะใช้งานนั้นต้องการคุณสมบัติใดเป็นพิเศษ เราก็สามารถเลือกใช้กระเบื้องเซรามิกได้ตรงตามเจตนาของผู้ผลิตที่ต้องการตอบ สนองความต้องการของเราอย่างสูงสุด

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักประเภทของกระเบื้องเซรามิกกันก่อน

กระเบื้องเซรามิกอาจแบ่งประเภทตามการใช้งานของกระเบื้อง ซึ่งมักเป็นวิธีการจำแนกประเภทตามแนวทางของลูกค้า เราสามารถแบ่งได้เป็น

1. กระเบื้องบุผนัง
2. กระเบื้องปูพื้น
3. กระเบื้องสำหรับตกแต่ง(ซึ่งอาจจะตกแต่งทั้งพื้นและผนัง)

ถ้าแบ่งตามประเภทของกระเบื้องของเนื้อดิน,ตามกระบวนการผลิตและคุณภาพตามที่ มาตราฐานสากลยอมรับซึ่งเป็นการจำแนกประเภทตามแนวทางของผู้ผลิต เราสามารถแบ่งประเภทของกระเบื้องได้เป็น

1. กระเบื้องบุผนัง(เนื้อ Earthen ware)
2. กระเบื้องปูพื้น(เนื้อ Stone ware)
3. กระเบื้องโมเสค(เนื้อ Porcelain)
4. กระเบื้องแกรนิต(เนื้อ Porcelain)
5. กระเบื้องเคลือบเนื้อแกรนิต( Glaze porcelain )
6. กระเบื้อง Third firing
7. กระเบื้องที่ผลิตจากกระบวนการรีด( Spilt tile ซึ่งเป็นเนื้อStone ware หรือ porcelain )
8. กระเบื้องเนื้อแดงไม่เคลือบ ( Terra cotta ) ซึ่งมักเป็นเนื้อ Earthen ware
9. กระเบื้องที่มีรูปร่างพิเศษ ( Special shape )
10. กระเบื้องทำมือ ( Hand made )

สำหรับรายละเอียดของกระเบื้องในแต่ละชนิดนั้นมีดังนี้

1.กระเบื้องบุผนัง คือกระเบื้องที่ใช้สำหรับบุผนังของบ้านหรืออาคาร ในอดีตนั้นกระเบื้องบุผนังมักจะถูกจำกัดการใช้งานอยู่เพียงในห้องน้ำเท่า นั้น แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตกระเบื้องได้มีการพัฒนาสีสันลวดลายให้มีความสวยงามจน สามารถนำมามาใช้งานได้ในทุกพื้นที่ของบ้านหรืออาคาร ซึ่งข้อดีของการใช้กระเบื้องบุผนังทดแทนการทาสีหรือการใช้วอลล์เปเปอร์เพื่อ ตกแต่งให้ห้องมีความสวยงามขึ้นก็คือ กระเบื้องจะมีความทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำความสะอาดง่ายกว่าวัสดุอื่นๆ และในปัจจุบันผู้ผลิตก็ได้ออกแบบลูกเล่นต่างๆในการตกแต่งตามไอเดียของเจ้า ของบ้านเอง

เนื้อกระเบื้องสำหรับบุผนังนั้นจะต้องมีน้ำหนักเบา ดังนั้นจึงต้องมีความพรุนตัวสูง มีความแข็งแรงปานกลางจนถึงต่ำซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความแข็งแรงมากเท่ากับ กระเบื้องสำหรับปูพื้น, ขนาดของกระเบื้องต้องมีความเที่ยงตรงมากในแต่ละแผ่นเพื่อที่เวลาปูกระเบื้อง แล้วจะทำให้ได้แนวของกระเบื้องที่สวยงาม ดังนั้นการหดตัวของกระเบื้องชนิดนี้จะต้องต่ำมากหรือเรียกได้ว่าไม่เกิดการ หดตัวเลย, ต้องไม่เกิดการรานตัว หรือการแตกร้าวของผิวเคลือบเมื่อใช้งานไปในระยะเวลาหนึ่ง ( เกิดdelay crazing ) อันเกิดเนื่องมาจากการขยายตัวเนื่องจากความชื้น , สีเคลือบต้องมีความทนทานต่อกรดและเบส เนื่องจากบางครั้งผู้ใช้งานอาจทำความสะอาดพื้นกระเบื้องด้วยน้ำยาล้างห้อง น้ำซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดหรือเบสได้

เนื้อดินของกระเบื้องบุผนังนั้นจะเป็นเนื้อดินชนิด Earthen ware มี%การดูดซึมน้ำสูง (15-22%) และความแข็งแรงไม่สูงมากนัก สีเคลือบส่วนใหญ่มักจะเป็นผิวมัน ดังนั้นจึงไม่ควรนำเอากระเบื้องบุผนังไปใช้งานที่ต้องรับน้ำหนักมากหรือต้อง สัมผัสกับน้ำอยู่ตลอดเวลา หรือใช้ในพื้นที่ที่มีการขูดขีดขัดสีอยู่ตลอดเวลาเช่นพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นบ้าน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวของกระเบื้อง ซึ่งจะทำให้ความสวยงามหมดลงไปได้ในที่สุด นอกจากนี้อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ถ้านำกระเบื้องบุผนังซึ่งมี ผิวมันมากเป็นพิเศษ ไปใช้ปูพื้น

2. กระเบื้องปูพื้น จุดประสงค์หลักของกระเบื้องชนิดนี้ก็คือใช้สำหรับปูพื้นเพื่อให้เกิดความสวย งาม มีความคงทน ทำความสะอาดง่าย สามารถใช้ทดแทนวัสดุประเภทอื่นที่มีราคาสูงกว่าเช่น หินแกรนิต หินอ่อน พื้นไม้

เนื้อกระเบื้องเป็นเนื้อ Stone ware มี%การดูดซึมน้ำต่ำถึงปานกลาง (~3-6%) ความแข็งแรงปานกลาง ผิวเคลือบมีทั้งแบบผิวมันและผิวด้าน รวมทั้งลวดลายและสีสันที่มีให้เลือกมากมาย ขึ้นกับความต้องการของผู้ใช้งาน และขึ้นกับการใช้งานของพื้นที่ที่จะปูกระเบื้อง

คุณสมบัติที่สำคัญที่ผู้ใช้งานควรคำนึงถึงสำหรับกระเบื้องปูพื้นแบ่งได้ เป็น2ส่วนคือส่วนที่เราเห็นหรือสัมผัสได้เช่น สีสัน ลวดลาย ลักษณะของผิวเคลือบ ขนาด คุณภาพของผิวหน้า ความโค้ง-แอ่นของกระเบื้อง กับส่วนที่เป็นคุณสมบัติทางกายภาพ ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้แต่ทางผู้ผลิตได้มีการควบคุม คุณภาพตามมาตราฐานที่ได้มีการกำหนดเอาไว้เพื่อไม่ให้ลูกค้านำไปใช้งานแล้ว เกิดปัญหาได้ในภายหลัง คุณสมบัติเหล่านี้ได้แก่

- ความแข็งแรงของเนื้อกระเบื้อง ซึ่งถ้ามีค่าต่ำเกินกว่ามาตราฐานอาจจะทำให้กระเบื้องแตกหรือร้าวได้ เมื่อใช้งานในพื้นที่ที่ต้องรับแรงกดมาก
- การดูดซึมน้ำ ถ้าการดูดซึมน้ำสูงเกินไปจะทำให้เฉดสีของกระเบื้องเปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากความชื้นที่สะสมอยู่ในเนื้อกระเบื้อง,อาจพบปัญหาน้ำเหนียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายเจล ทำความสะอาดยาก ทำให้พื้นผิวของกระเบื้องลดความสวยงามลง ซึ่งปัญหานี้จะพบร่วมกันกับปัญหาน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่ใช้งานและคุณภาพของ ปูนซีเมนต์ที่นำมาใช้งานไม่ได้ตามคุณภาพ และถ้าความขื้นมากเกินไปประกอบกับการดูดซึมน้ำของกระเบื้องสูงอาจพบปัญหาที่ รุนแรงถึงขั้นกระเบื้องร่อนออกจากพื้นซีเมนต์ได้
- ความทนทานต่อการขูดขีด ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของผิวเคลือบ โดยส่วนใหญ่แล้วผิวเคลือบที่เป็นผิวมันจะมีความทนทานต่อการขูดขีดต่ำกว่าผิว เคลือบด้านจึงทำให้เกิดเป็นรอยได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้งานของกระเบื้องผิวมัน ที่ควรหลีกเลี่ยงการขูดขีดที่จะเกิดขึ้น
- ความต้านทานต่อการขัดสี การใช้งานกระเบื้องปูพื้นนั้นคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเสียดสี ขัดสีระหว่างผิวกระเบื้องกับฝุ่นละออง ทราย กรวด ฯ ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำอันตรายต่อผิวกระเบื้องเป็นอย่างมาก การทดสอบความทนทานต่อการขัดสีนั้นจะทำโดยการนำเอาผงขัดมาเข้าเครื่องขัดผิว หน้าของกระเบื้องโดยใช้จำนวนรอบในการขัดที่แตกต่างกัน และดูผลที่เกิดขึ้นกับผิวเคลือบภายหลังการขัดผิวหน้าของกระเบื้อง โดยมีการจัดระดับชั้นของกระเบื้องตามมาตราฐานของ PEI ( Porcelain Enamel Institution ) ค่าของแต่ละระดับชั้นเรียกว่าค่า PEI

ตารางการแบ่งระดับชั้นของการขัดสี ( PEI )

จำนวนรอบของการขัดสีที่สามารถมองเห็นรอยขัด

ชั้นที่

100

0

150

1

600

2

750, 1500

3

2100,6000,12000

4

>12000และผ่านISO10545-14 สำหรับความต้านทานต่อคราบสี

5


ในปัจจุบันมีผู้ผลิตกระเบื้องสำหรับปูพื้นหลายราย ได้มีการระบุค่า PEI ไว้ที่ข้างกล่องด้วย เพื่อใหัลูกค้ามีความชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้ว่าพื้นที่ที่จะใช้งานนั้น ควรใช้กระเบื้องที่มีค่าPEI เท่าใด

การจำแนกพื้นที่การใช้งานนั้นสามารถจำแนกได้ตามลำดับขั้นของค่า PEI ดังนี้

ขั้นที่ 0 กระเบื้องเคลือบสีในชั้นนี้ไม่แนะนำให้ใช้สำหรับปูพื้น
ขั้นที่ 1 ใช้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรโดยสวมรองเท้าพื้นนิ่มหรือเท้าเปล่า โดยไม่มีฝุ่นละอองเช่นในห้องนอน ห้องน้ำ
ขั้นที่ 2 ใช้ในพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรโดยสวมรองเท้าพื้นนิ่มหรือรองเท้าปกติ และมีฝุ่นผงบ้างในจำนวนน้อยเช่นห้องต่างๆภายในบ้าน
ขั้นที่ 3 ใช้ในพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรบ่อยครั้งด้วยรองเท้าปกติและมีฝุ่นผงไม่มากนัก เช่นห้องครัว ภายในบ้าน ระเบียงทางเดิน ลานบ้าน
ขั้นที่ 4 ใช้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรเป็นปกติ ซึ่งมีฝุ่นละอองมาก ทำให้มีสภาพที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าขั้นที่3 เช่นร้านอาหาร โรงแรม ห้องแสดงนิทรรศการ
ขั้นที่ 5 ใช้ในพื้นที่ที่มีการสัญจรพลุกพล่านเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานโดยมีปริมาณฝุ่น ผงขัดสีเช่นทราย,กรวด จำนวนมากเป็นสภาพการใช้งานที่รุนแรงที่สุดซึ่งกระเบื้องปูพื้นชนิดเคลือบสี จะรองรับได้ เช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ทางเดินสาธารณะ สถานีรถไฟ(ฟ้า) สถานีรถประจำทาง

ดังนั้นผู้ใช้งานควรรู้ก่อนว่าเราจะใช้กระเบื้องสำหรับพื้นที่ใด แล้วจึงเลือกกระเบื้องตามค่าPEI ที่ระบุไว้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่นการสูญเสียพื้นผิวที่สวยงามไปในระยะเวลาอันสั้น

- ความต้านทานต่อสารเคมี เนื่องจากว่าการทำความสะอาดพื้นกระเบื้องเซรามิกนั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเบส น้ำยาทำความสะอาดบางยี่ห้อมีฤทธิ์ที่จะกัดคราบสกปรกได้รุนแรงมาก ซึ่งถ้าผิวเคลือบของกระเบื้องไม่สามารถทนทานต่อการกัดกร่อนเหล่านั้นได้ก็จะ ทำให้ความสวยงามของพื้นกระเบื้องลดลงและสูญเสียความมันวาวไปในที่สุด ดังนั้นกระเบื้องปูพื้นเซรามิกที่ดีควรผ่านการทดสอบสารเคมีและรับประกันกับ ลูกค้าได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาในการใช้งานแต่อย่างใด

ขอขอบพระคุณบทความที่มีประโยชน์จาก ดร. คชินท์ สายอินทวงศ์

วันอาทิตย์


แนวทางในการเลือกใช้งานกระเบื้องเซรามิก (2)
ในบทความที่แล้วได้พูดถึงรายละเอียดและการใช้งานกระเบื้องบุผนังและ กระเบื้องปูพื้นไปแล้ว เรายังมีกระเบื้องประเภทอื่นๆที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันอีกหลาย ประเภท ทั้งกระเบื้องโมเสค,กระเบื้องแกรนิต,กระเบื้องเคลือบแกรนิต,กระเบื้องThird firing,กระเบื้องที่ได้จากการรีด(Extrusion),กระเบื้องเนื้อแดงแบบไม่ เคลือบ(Terra cotta),กระเบื้องตกแต่งที่มีรูปร่างพิเศษ
กระเบื้องโมเสค(Mosaic)

เป็นกระเบื้องที่มี%การดูดซึมน้ำต่ำ มีความแข็งแรงสูง เนื้อกระเบื้องจัดอยู่ในประเภทพวก porcelain มักเป็นกระเบื้องที่มีขนาดเล็ก(ต่ำกว่า4นิ้วลงไป) ผู้ผลิตจะทำการนำโมเสคเหล่านี้ไปติดบนsheetซึ่งทำมาจากไนล่อน เวลาปูก็ทำการปูไปทั้งsheet จำนวนชิ้นของโมเสคในแต่ละsheetนั้นขึ้นกับขนาดของโมเสคที่นำมาติดกับsheet

สีของตัวกระเบื้องโมเสคจะมีความเข้มอ่อนแตกต่างกันได้ โดยมาจากสภาพความแตกต่างของอุณหภูมิเตาในแต่ละตำแหน่งของเตา โดยผู้ผลิตจะนำกระเบื้องโมเสคเหล่านี้มาจัดเรียงเฉดสีให้กลมกลืนกันภาย ใน1sheet เรียกว่าการ Mix pattern ซึ่งการที่เกิดความเข้มอ่อนของสีในแต่ละsheetนั้นถือว่าเป็นเสน่ห์หรือเป็น เอกลักษณ์ของกระเบื้องโมเสคทีเดียว ซึ่งลูกค้าที่เลือกใช้กระเบื้องประเภทนี้จึงมักจะชอบที่ความต่างของเฉดสี ของกระเบื้องชนิดนี้ นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้ผลิตยังได้นำเทคโนโลยี่สำหรับการตกแต่งลวดลายที่ใช้ กับกระเบื้องปูพื้นหรือบุผนังมาใช้กับการผลิตกระเบื้องโมเสคด้วยทำให้กระ เบื้องชนิดนัมีลูกเล่นมากขึ้นกว่าในอดีตที่มีเอกลักษณ์อยู่เพียงการผสมกัน ของเฉดสีของแต่ละแผ่น

กระเบื้องโมเสคสามารถใช้ได้ทั้งการปูพื้นและบุผนัง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปูผนังด้านนอกของอาคารซึ่งมักนิยมกันมากในประเทศ ญี่ปุ่น เราเรียกกระเบื้องโมเสคที่ใช้ปูนอกอาคารว่า Facing tile ตัวfootingของfacing tileนี้จะมีความลึกมากกว่าโมเสคปกติเพื่อความสามารถในการยึดติดได้ดีขึ้น การปูfacing tileมักจะใช้วิธีปูไปบนแผ่นคอนกรีตสำเร็จก่อน เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงสามารถยกขึ้นไปติดตั้งพร้อมกับการก่อสร้างอาคารได้เลย ขัอดีของกระเบื้องfacing tileก็คือสีจะสามารถคงทนอยู่ได้ดีกว่าสีทาอาคารและยังสามารถทำความสะอาดได้ ง่ายกว่า ไม่สกปรกหรือขึ้นราได้ง่ายเนื่องจาก%การดูดซึมน้ำต่ำมาก การเลือกใช้กระเบื้องโมเสคสำหรับปูพื้นนั้นควรเลือกประเภทของเคลือบที่มีผิว ไม่มันมากนักเพื่อจะได้ไม่มีอันตรายเวลาพื้นลื่น นอกจากนี้ความสามารถในการทนทานต่อสารเคมีนั้นกระเบื้องโมเสคจะมีความทนทาน ได้ดีกว่ากระเบื้องปูพื้นหรือบุผนังเนื่องจากกระเบื้องโมเสคใช้อุณหภูมิใน การเผาที่สูงกว่าดังนั้นจึงสามารถใช้วัตถุดิบที่ทนทานต่อสารเคมีได้ดีกว่า กระเบื้อง2ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้ว

ข้อเสียของกระเบื้องชนิดนี้จะอยู่ที่ปัญหาการทำความสะอาด เนื่องจากกระเบื้องนี้มีขนาดเล็กทำให้มีรอยต่อระหว่างแผ่น(joint) มากซึ่งบริเวณดังกล่าวเวลาทำการปูจะต้องใช้ปูนซิเมนต์ขาวในการยาแนว ซึ่งบริเวณนี้จะมีโอกาสที่จะเกิดคราบความสกปรก,ตะไคร่สีเขียว ได้ง่ายถ้าไม่ดูแลรักษาดีพอก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งสกปรกขึ้นมาได้

กระเบื้องแกรนิต

เป็นกระเบื้องที่มี%การดูดซึมน้ำต่ำมาก(มีผู้ผลิตบางราย สามารถพูดได้ว่าไม่ดูดซึมน้ำเลย) มีความแข็งแรงสูง เนื้อผลิตภัณฑ์เป็น porcelain มีคำเรียกกระเบื้องชนิดนี้อยู่หลายคำอาทิเช่นHomogeneous tile,Granite tile,Granito tile,Porcelain tile ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคำเรียกกระเบื้องที่มีการผลิตเลียนแบบหินธรรมชาติ โดยการนำเอาสีเซรามิกเข้าไปผสมกับเนื้อดินเพื่อให้เกิดสีขึ้นในเนื้อดิน เทคโนโลยี่เริ่มต้นเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนเริ่มจากการพยายามผลิตกระเบื้อง ให้มีลักษณ์และสีสันใกล้เคียงหินแกรนิตธรรมชาติ มีทั้งแบบไม่ขัดผิวหน้าและขัดพื้นผิวให้มีความมันเหมือนในการขัดหินแกรนิต ต่อมาได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี่การผลิตอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของเครื่อง จักร ส่วนของเทคนิคการผลิต การตกแต่งลวดลาย ทำให้สามารถผลิตกระเบื้องที่เลียนแบบหินธรรมชาติได้แทบบุกชนิด ทั้งสีสันและลวดลายจนบางครั้งเราแทบไม่อาจจะแยกได้ว่าแผ่นไหนเป็นกระเบื้อง ที่มนุษย์ผลิตหรือแผ่นไหนเป็นหินที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา

เนื่องจากกระเบื้องแกรนิตได้มีการนำสีเซรามิกใส่ผสมลงไปกับเนื้อดินเลยทำให้ กระเบื้องทั้งแผ่นมีสีเหมือนกันดังนั้นเมื่อใช้กระเบื้องไปนานๆจนเกิดการขัด สีหรือการกร่อนของผิวหน้ากระเบื้องก็ยังจะไม่เกิดปัญหาเหมือนกับกระเบื้อง ที่ใช้การเคลือบผิว เพราะเมื่อผิวหน้าด้านบนสึกไปพื้นด้านส่างก็ยังคงมีสีเช่นเดียวกันกับพื้น ด้านบน แต่สำหรับกระเบื้องแกรนิตที่ผ่านการขัดผิวจนมันเงาแล้วอาจจะพบปัญหาผิวหน้า หมองและด้านขึ้นเมื่อใช้ไปนานๆได้

คุณสมบัติที่สำคัญของกระเบื้องแกรนิต

1 %การดูดซึมน้ำ,น้ำมันจะต่ำมาก เนื่องจากวัตถุประสงค์ของกระเบื้องชนิดนี้ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านในอาคาร ด้านนอกอาคาร ที่จอดรถ สถานที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกผล่านโดยเฉพาะกระเบื้องที่ผ่านการขัดผิวมาแล้ว ซึ่งการขัดผิวก็เหมือนกับการเปิดรูพรุนที่ผิวหน้าของกระเบื้องซึ่งจะมีโอกาส ทำให้ฝุ่นละออง,สิ่งสกปรก,คราบน้ำมัน เข้าไปแทรกอยู่ภายในรูพรุนเหล่านั้นได้ ถ้าเราสามารถผลิตกระเบื้องที่มีรูพรุนน้อยที่สุดหรือปราศจากรูพรุนเลยก็จะ ช่วยลดปัญหาดังกล่าวไปได้

2 ความแข็งแรงสูง เนื่องจากวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เป็นทางเลือกในการนำ ไปปูพื้นที่จอดรถ พื้นทางเดิน ทางเข้าบ้าน ซึ่งจะต้องรับแรงกดมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความแข็งแรงที่สูงเพียงพอ

3 ความมันของผิวหน้ากระเบื้องที่ขัดแล้ว ซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้เคริ่งวัดความเงาของผิวหน้า(glossy meter) ซึ่งความมันของผิวนี้จะเป็นตัวบอกความสวยงามและคุณภาพของผู้ผลิตได้เป็น อย่างดี

4 ขนาดของกระเบื้องที่ผ่านการตัดขอบและผ่านการขัดแล้ว จะต้องมีขนาดใกล้เคียงกันมาก ซึ่งจะช่วยให้การปูกระเบื้องปูได้ชิดกันจนแทบมองไม่เห็นรอยยาแนวเลย ซึ่งจะทำให้เกิดความสวยงามและดูเหมือนการปูหินธรรมชาติมาก

ข้อดีของกระเบื้องแกรนิตเมื่อเปรียบเทียบกับหินธรรมชาติ(เช่นหินอ่อน,หินแกรนิต)

1 มีความแข็งแรงมากกว่า โดยเฉพาะการรับแรงกดของกระเบื้องจะมีค่าสูงกว่าหินธรรมชาติ
2 สามารถควบคุมเฉดสีได้ดีกว่า ซึ่งจะทำให้มีสีที่กลมกลืนกว่าหินธรรมชาติ
มีสีสันและลวดลายให้เลือกมากมายตามที่ลูกค้าต้องการ
4 น้ำหนักต่อแผ่นจะเบากว่า เนื่องจากสามารถทำให้มีความหนาน้อยกว่าหินธรรมชาติ
5 ราคาถูกกว่าหินธรรมชาติ โดยเฉพาะสีพิเศษบางสีเช่นสีดำ สีแดงเลือดนกซึ่งแหล่งหินธรรมชาติในเมืองไทยไม่มีหินสีเหล่านี้ จำเป็นต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศดังนั้นราคาจึงสูงขึ้นอีกมาก
6 ช่างปูกระเบื้องสามารถปูได้ง่ายกว่าการปูหินธรรมชาติ การตัดสามารถใช้เคื่องมือปกติที่ใช้ตัดกระเบื้องทั่วๆไปได้

กระเบื้องเคลือบเนื้อแกรนิต

มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกระเบื้องแกรนิต ทั้งในเรื่อง%การดูดซึมน้ำ,ความแข็งแรง แต่ที่ผิวหน้าจะมีการเคลือบสีและตกแต่งลวดลายเพื่อให้เกิดความสวยงามรวมทั้ง ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติด้านการขัดสี,การขูดขีด ให้มีความทนทานด้วย เคลือบที่ใช้กับกระเบื้องแกรนิตนั้นมักจะเป็นเคลือบที่มีความทนทานทั้งกับ สารเคมีและการขัดสีจึงสามารถใช้กระเบื้องชนิดนี้ได้ในทุกพื้นที่รวมทั้งภาย นอกอาคารและสถานที่สาธารณะต่างๆที่มีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก

กระเบื้องชนิดนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาที่ มีอากาศหนาวเย็น ที่อณหภูมิในช่วงฤดูหนาวจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจนทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งถ้ากระเบื้องมี%การดูดซึมน้ำสูงก็จะพบปัญหาน้ำที่อยู่ตามรูพรุนกลายเป็น น้ำแข็งและถ้ามีปริมาณมากอาจทำให้กระเบื้องแตกได้เนื่องจากการขยายตัวของน้ำ แข็ง เราเรียกคุณสมบัติที่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่อุณหภูมิ ต่ำมากนี้ว่าFrost resistance

กระเบื้องThird firing

เป็นกระเบื้องตกแต่งที่มีการเผาหลายครั้งและหลายอุณหภูมิเพื่อให้เกิดความ สวยงาม ได้จากการนำกระเบื้องปูพื้น,บุผนัง หรืออื่นๆที่ผ่านการเผาแล้วมาทำการตกแต่งลวดลายเพิ่มเติมแล้วนำไปเผาที่ อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่ใช้ผลิตกระเบื้องดังกล่าว อุณหภูมิที่ใช้เผานั้นขึ้นอยู่กับสีที่นำมาตกแต่ง อาจมีการเผามากกว่าหนึ่งครั้งก็ได้ขึ้นกับชนิดของสีที่นำมาตกแต่ง กระเบื้องชนิดนี้จะใช้ตกแต่งควบคู่ไปกับกระเบื้องชนิดต่างๆที่นำมาเป็นพื้น เพื่อให้เกิดความสวยงามขึ้น ซึ่งลวดลายนั้นมีทั้งลายดอกไม้ ลายกราฟิก รูปการ์ตูน ภาพธรรมชาติ หรือแม้แต่ภาพอิมเพรสชั่นนิสก็ยังสามารถนำมาใช้กับกระเบื้องได้ การใช้งานมีได้ทั้งเป็นกระเบื้องตัดขอบ(Border) หรือเป็นกระเบื้องที่มีลวดลายแซมอยู่ทั่วไปของพื้นที่ (Spot tile) ข้อควรระวังของกระเบื้องชนืดนี้คือความทนทานของสีที่นำมาตกแต่งต่อการขูดขีด ต่อสารเคมีจะต่ำถึงแม้ว่าจะผ่านการเผามาแล้วก็ตาม

กระเบื้องที่ได้จากกระบวนการรีด(Extrude tile or Spilt tile)

ความ แตกต่างของกระเบื้องชนิดนี้กับกระเบื้องที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอยู่ที่ กระบวนการผลิต โดยกระเบื้องชนิดนี้จะขึ้นรูปโดยการนำดินที่มีความชื้นสูงมาเข้าเครื่องรีด ผ่านหัวแบบ(die) ให้ได้รูปร่างตามแบบ แล้วจึงตัดตามขนาดที่ต้องการ คุณสมบัติต่างๆของกระเบื้องหลังเผาแล้วก็จะใกล้เคียงกับกระเบื้องปูพื้นทั้ง ในเรื่อง%การดูดซึมน้ำ,ความแข็งแรง,ความทนทานต่อสารเคมี แต่สิ่งที่กระเบื้องชนิดนี้ทำได้ยากก็คือความหลากหลายของขนาดกระเบื้องโดย เฉพาะกระเบื้องที่มีขนาดใหญ่ สำหรับลวดลายและสีสันนั้นได้มีการพัฒนาให้ลวดลายหลากหลายขึ้นจากเดิมที่มี เพียงการเคลือบสีเพียงอย่างเดียว ซึ่งตามท้องตลาดเราจะเริ่มเห็น spilt tile ที่มีลวดลายสวยงามเพิ่มขึ้น

การใช้งานสามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีผู้ผลิตบางรายผลิตกระเบื้องที่มีรูปทรงพิเศษใช้สำหรับเป็นจมูกบันได ทำให้การปูกระเบื้องตามขั้นบันไดมีความสวยงามเพิ่มขึ้นและช่วยลดความคมของ รอยต่อกระเบื้องตรงขอบบันไดได้

กระเบื้องเนื้อแดงไม่เคลือบ(Terra cotta)

ผลิตมาจากดินแดงหรือดินที่มี%เหล็กออกไซด์สูง มีทั้งการขึ้นรูปแบบpressing ,extruding และการขึ้นรูปด้วยมือ มี%การดูดซึมน้ำสูง ความแข็งแรงไม่สูงมากนัก เหมาะใช้สำหรับตกแต่งบ้านให้สวยงามมากกว่าคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง มีราคาถูกกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆ ปัญหาที่พบได้มากในการใช้งานกระเบื้องประเภทนี้คือเรื่องความสกปรกบนผิงหน้า จะเกิดขึ้นได้ง่ายแต่กำจัดออกไปได้ยาก รวมทั้งการเกิดตะไคร่น้ำซึ่งจะทำให้ลื่นง่ายจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ จึงไม่เหมาะที่จะใช้งานในพื้นที่ภายนอกอาคารที่ถูกน้ำ ในพื้นที่ที่เปียกชื้นเสมอๆ พื้นที่ที่ต้องรับแรงมาก

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดของกระเบื้องในแต่ละประเภท และความเหมาะสมในการใช้งานที่ผู้ผลิตมีความตั้งใจผลิตขึ้นมาเพื่อสนองความ ต้องการให้กับลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งถ้าผู้ใช้งานใช้ได้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตออกแบบมาให้แล้วก็จะเกืดปัญหา ได้น้อยที่สุด หรือแม้ว่าเกิดปัญหาขึ้นได้ก็ยังสามารถร้องเรียนไปยังหน่วยงานบริการหลังการ ขายเพื่อให้มาตรวจสอบและแก้ไขให้ได้ ซึ่งมีทั้งการซ่อมแซมหรือชดเชย

ขอขอบคุณ ดร. คชินท์ สายอินทวงศ์

วันเสาร์

กระเบื้องดินเผาลำปาง อีกเอกลักษณ์หนึ่งแห่งเครื่องเคลือบเมืองลำปาง
กระเบื้องดินเผาสีสดใส แวววาว มีเฉดสีหลากหลาย มีพื้นผิวที่แปลกตาดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อปูพื้นหรือผนังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกสบายตา สบายใจ เป็นความสวยงามที่ดูได้ไม่รู้เบื่อ มีกลิ่นอายของบรรยากาศแห่งดินแดนตะวันออก กระเบื้องดินเผาชนิดนี้ถูกเรียกขานกันในนามกระเบื้องลำปางไปโดยปริยาย เหมือนดั่งว่ากระเบื้องลำปางเป็นตัวแทนที่ใช้เรียกกระเบื้องอีกประเภทหนึ่ง ที่ สถาปนิก, มัณฑนากร, นักเซรามิก หรือผู้ต้องการใช้งาน รู้จักและเข้าใจได้ว่าหมายถึง กระเบื้องดินเผาที่มีเปอร์เซ็นต์การดูดซึมน้ำปานกลาง ผิวเคลือบเป็นมันวาวมีสีสันสดใส มีเฉดสีหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละแผ่น พื้นผิวแสดงความเป็นธรรมชาติของเนื้อดินจนดูเหมือนเป็นกระเบื้องที่บรรจงทำ ขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะให้มีความแตกต่างกันในแต่ละแผ่น

กระเบื้องดินเผาลำปางนี้เริ่มมีการผลิตมาตั้งแต่กว่าสามสิบปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจากคุณสุเทพ วนาวัฒน์ ที่เล็งเห็นว่าสินแร่ที่มีอยู่มากมายในจังหวัดลำปางนี้สามารถนำมาใช้ผลิต เซรามิกได้เป็นอย่างดี จึงได้ตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุเทพการธรณีลำปางขึ้นและได้เริ่มผลิตกระเบื้องดินเผาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวขึ้น จนมาถึงทุกวันนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกระเบื้องดินเผาลำปาง-ไทย จำกัด นอกเหนือจากกระเบื้องดินเผาของบริษัทกระเบื้องดินเผาลำปาง-ไทย จำกัดแล้วก็ยังมีบริษัทกระเบื้องเขลางค์ จำกัด บริษัทซี-ไทยเซอรา จำกัด หจก. กระเบื้องเขลางค์ (2003) บริษัทเอส พี พี เซรามิก จำกัด โรงงานประสพสุข เซรามิค บริษัทศมาอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และหจก. รามาเซรามิค ที่ได้ทำการผลิตกระเบื้องดินเผาในรูปแบบใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด สีสัน พื้นผิว หรือลวดลาย มีบ้างที่บางโรงงานได้ผลิตกระเบื้องดินเผาที่มีลักษณะใกล้เคียงกระเบื้อง แกรนิตแต่เป็นเพียงเรื่องของสีสันภายในเนื้อกระเบื้องเท่านั้นเพราะ คุณสมบัติที่สำคัญที่จะสามารถจัดชั้นให้เข้าสู่กระเบื้องแกรนิต(Porcelain tile) ได้นั้นการดูดซึมน้ำจะต้องมีค่าใกล้ศูนย์และความแข็งแรงหลังเผาต้องมีค่าสูง มาก (มากกว่า400 kg/m2) ซึ่งกระบวนการผลิตและเนื้อดินของกระเบื้องลำปางนั้นยังไม่สามารถจัดเข้าอยู่ ในกระเบื้องประเภทนี้ได้

กระบวนการผลิต

เริ่มจากนำดินขาวลำปางที่มีอยู่มากมายในพื้นที่ ,หินผุลำปาง (Pottery stone) และหินฟันม้า นำมาบดแห้งโดยใช้เครื่องบดย่อยวัตถุดิบทั้ง Hammer mill, Edge runner mill, Pan mill (mixer) เพื่อให้วัตถุดิบแต่ละตัวมีความละเอียด จากนั้นนำมาผสมกันตามสัดส่วนที่ได้มีการทดลองไว้ ซึ่งเป็นการผสมแบบแห้ง ในกรณีที่ต้องการใส่สีหรือ effect แปลกๆลงไปในเนื้อดินก็สามารถใส่ได้ในขั้นตอนนี้ จากนั้นร่อนผ่านตะแกรงสั่นเพื่อแยกเม็ดดินที่มีขนาดใหญ่ออกไป แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในไซโลหรือบางที่อาจใช้กระสอบขนาดใหญ่ ในขั้นตอนนี้จะมีการเก็บไว้อย่างน้อย 1 วันเพื่อให้ความชื้นในเนื้อดินมีความสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจึงนำไปขึ้นรูปโดยการอัดแบบ (pressing) ด้วยความดันสูง เครื่องpressนั้นมีทั้งแบบที่เป็น Hydraulic press และ Friction press เมื่อขึ้นรูปแล้วอาจนำไปเผาบิสกิตก่อนหนึ่งครั้งแล้วจึงนำมาชุบเคลือบแล้วทำ การเผาเคลือบอีกครั้ง เรียกว่า Double firing process หรือจากกระเบื้องดิบแล้วนำไปชุบเคลือบและเผาพร้อมกันครั้งเดียวก็ได้เรียก ว่า Single firing process

สำหรับเคลือบนั้นเป็นสูตรเคลือบที่ใช้วัตถุดิบสำหรับการเผาที่อุณหภูมิสูง โดยมีการเติมเศษแก้ว, เศษขวด หรือฟริตลงไปเพื่อลดจุดหลอมตัวของเคลือบและทำให้เคลือบเกิดการรานตัว (Crazing) ที่ผิวซึ่งเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของกระเบื้องลำปาง ส่วนสีสันที่สดใสนั้นได้มีการเติมพวกสีออกไซด์เช่น CoO, Fe2O3, CuO, MnO2 และสีเซรามิกลงไปในน้ำเคลือบ เนื่องจากสีออกไซด์นั้นจะค่อนข้างเปลี่ยนแปลงเฉดสีได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิหรือ บรรยากาศในเตาแตกต่างกัน รวมทั้งความหนาบางของชั้นเคลือบที่ไม่เท่ากัน ทำให้กระเบื้องเคลือบที่ใช้สีออกไซด์มีเฉดสีที่หลากหลายได้

การเคลือบนั้นส่วนใหญ่ยังใช้วิธีชุบเคลือบซึ่งผู้ผลิตเชื่อว่าจะสามารถทำให้ ความหนาของชั้นเคลือบมีความแตกต่างกันในแต่ละแผ่นหรือแม้แต่ในแผ่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพในการเคลือบต่ำและต้องใช้แรงงานคนรวมทั้งต้องพึ่งพา ความเชี่ยวชาญของพนักงานผู้ชุบเคลือบด้วย

การเผานั้นใช้เตาที่เผาเป็นแบบครั้งคราว(Shuttle kiln) เตาอุโมงค์ (Tunnel kiln) และRoller kiln ซึ่งShuttle kiln และ Tunnel kilnนั้นจะเกิดความแตกต่างของอุณหภูมิ ความแตกต่างของบรรยากาศภายในเตาในแต่ละตำแหน่งของเตาทำให้กระเบื้องที่ใช้ เคลือบสูตรที่ใช้วัตถุดิบและสีออกไซด์นั้นจะมีเฉดสีที่มีความแตกต่างกันใน แต่ละตำแหน่งของเตาแต่เมื่อนำมาปูรวมกันในพื้นที่เดียวกันโดยอาศัยเทคนิคใน การคละเฉดในการปูแล้วจะเกิดความสวยงามที่ดูได้ไม่รู้เบื่อ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของกระเบื้องประเภทนี้ แต่ข้อเสียของการเผาด้วย Shuttle kiln และ Tunnel kiln คือผลผลิตที่ได้ต่อวันต่ำ, อัตราการใช้แก็สต่อปริมาณการผลิตที่ได้สูง(เมื่อเปรียบเทียบกับ Roller kiln), ใช้พนักงานในการเรียงกระเบื้องมาก(เมื่อเทียบกับยอดกระเบื้องที่ได้)และควบ คุมคุณภาพของกระเบื้องได้ยาก(คุณภาพในแง่ของการใช้งาน เช่น การดูดซึมน้ำ, ขนาดในแต่ละแผ่น, ความโค้งแอ่นของแผ่นกระเบื้อง) สำหรับเตาเผาทั้งหมดนี้จะใช้เชื้อเพลิงเป็นแก็สธรรมชาติที่เป็นแบบเหลว (Liquid petroleum gas)ซึ่งมีราคาสูงกว่าแก็สธรรมชาติปกติ เนื่องจากที่ลำปางยังไม่มีท่อแก็สธรรมชาติต่อมาถึง

ในด้านการควบคุมคุณภาพนั้นเนื่องจากผู้ผลิตยังมองว่ากระเบื้องลำปางนั้นเป็น งานฝีมือและลูกค้าที่ซื้อไปก็เพราะชอบในรูปลักษณ์และความมีเอกลักษณ์ดังนั้น คุณสมบัติที่สำคัญๆที่ใช้ควบคุมคุณภาพของกระเบื้องนั้นจึงยังไม่ได้รับการ ควบคุมเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับกระเบื้องเซรามิกของผู้ผลิตรายใหญ่ๆของประเทศ

คุณสมบัติที่สำคัญของกระเบื้องดินเผาลำปาง

1. การดูดซึมน้ำของกระเบื้องมีค่าปานกลางค่อนไปทางสูงเนื่องจากวัตถุดิบที่นำมา ใช้ผลิตกระเบื้องลำปางนั้นมีความทนไฟสูง และในกระบวนการผลิตมีการเติมตัวที่ช่วยในการหลอมตัวเช่นหินฟันม้าในปริมาณ ที่ไม่สูงมากนัก ประกอบกับการเตรียมเนื้อดินยังใช้การบดแบบแห้ง ซึ่งทำให้ความละเอียดของอนุภาคของหินผุลำปาง, หินฟันม้าและดินขาวที่ใช้มีความละเอียดไม่มากพอที่จะทำให้เนื้อดินมีการหลอม ตัว(sintering)ที่ดีแม้จะทำการเผาที่อุณหภูมิสูงก็ตาม ดังนั้นเนื้อดินจึงยังมีการดูดซึมน้ำที่สูงอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับ กระเบื้องเนื้อstone wareที่ใช้การเตรียมเนื้อดินแบบบดเปียก

2. ความทนทานต่อการขูดขีดของผิวเคลือบต่ำเนื่องจากผิวเคลือบผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นfluxเช่นโซเดียมเฟลดสปาร์, เศษแก้วในปริมาณสูง

3. ความแข็งแรงหลังเผามีค่าปานกลางเนื่องจากเนื้อดินยังมีความเป็นแก้ว (Glassy phase) ค่อนข้างต่ำ

4. สีสันมีความสดใสเนื่องจากใช้วัตถุดิบที่มีความเป็นfluxสูงและใช้สีออกไซด์ ช่วยเติมลงไปรวมทั้งมีการเผาที่อุณหภูมิสูงทำให้ผิวเคลือบมีความเป็นแก้วสูง และพื้นผิวเคลือบอาจมีรอยแตกราน (Crazing) ได้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกระเบื้องลำปาง

5. เฉดสีในแต่ละแผ่นหรือแม้แต่ในแผ่นเดียวกันมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งเมื่อได้ช่างปูกระเบื้องที่เข้าใจในเรื่องเฉดสีและทำการปูผสมกัน อย่างกลมกลืนก็จะได้พื้นที่ที่มีความสวยงาม มีมิติของสี และมองความงามได้ในหลายมุม

6. ขนาดของกระเบื้องมีค่าความแตกต่างกันค่อนข้างสูงทำให้เวลาปูต้องเว้นแนวร่อง หรือช่องยาแนวค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับกระเบื้องปูพื้น สาเหตุที่ขนาดของกระเบื้องมีความแตกต่างกันมากในแต่ละแผ่นนั้นสืบเนื่องมา จาก
- กระบวนการในการเตรียมเนื้อดินซึ่งในการเตรียมเนื้อดินแบบแห้งนั้นการผสมกัน ของวัตถุดิบไม่ดีพอทำให้การหดตัวของกระเบื้องมีความแตกต่างกันได้
- การเติมผงดินลงไปใน cavity mould ยังมีความผันแปรสูง
การควบคุมน้ำหนักของดินในแต่ละครั้งของการขึ้นรูปนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากรวมทั้งการ charge ผงดินลงไปใน cavity mould ด้วย
- การควบคุมค่าความดันของการขึ้นรูป (Pressing pressure)ของเครื่องเพรสยังไม่ สามารถควบคุมได้ดีพอและให้มีความผันแปรมาก
- อุณหภูมิในการเผาของเตาแบบ shuttle และ tunnel มีความแตกต่างของอุณหภูมิค่อนข้างสูงจึงทำให้ขนาดที่ได้ในแต่ละตำแหน่งของ เตามีความแตกต่างกัน

ในปัจจุบันกระเบื้องดินเผาลำปางได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากจากความที่มี ลักษณะโดดเด่นทั้งในเรื่องของสีสัน พื้นผิว เฉดสี และเอกลักษณ์ต่างๆเช่นการรานตัวของผิวเคลือบ จุดสี สนิมเหล็กที่มาจากวัตถุดิบซึ่งทำให้ผิวเคลือบดูเป็นธรรมชาติ ผู้ใช้งานมักนำกระเบื้องนี้ไปปูในพื้นที่พักผ่อน มุมสงบ หรือที่บ้านพักตากอากาศหลังที่สอง เพื่อให้มีบรรยากาศของการผ่อนคลาย รื่นรมย์ รวมทั้งสปาต่างๆที่นิยมใช้กระเบื้องลำปางกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากสามารถ สร้างบรรยากาศของดินแดนตะวันออกได้เป็นอย่างดี

มีผู้ผลิตหลายรายได้เริ่มหันมาผลิตกระเบื้องดังกล่าวเนื่องจากความต้องการใน ตลาดยังมีอยู่อีกมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการใช้กระเบื้องทั้งประเทศแล้วยังนับได้ว่า ความต้องการใช้กระเบื้องลำปางยังมีอยู่เป็นสัดส่วนที่น้อยซึ่งนับว่าเป็น ความโชคดีของผู้ผลิตในจังหวัดลำปางที่บริษัทผลิตกระเบื้องรายใหญ่ยังแค่มอง ดูชิ้นเค้กก้อนนี้เพราะศักยภาพของบริษัทเหล่านั้นจะสามารถผลิตกระเบื้องดิน เผาลำปางได้โดยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าโรงงานในลำปางอย่างมาก ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ได้ผู้ผลิตในจังหวัดลำปาง ต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนอย่างยิ่งยวดทั้งต้นทุนของเนื้อดิน,ปริมาณการใช้ เนื้อดินต่อตารางเมตร,ต้นทุนของสีเคลือบ,gas consumption รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อให้มีปริมาณการผลิตที่สูงขึ้นโดย ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเครื่องจักร(โรงงานลำปางที่ใหญ่ที่สุดสามารถ ผลิตกระเบื้องได้ประมาณ2000-3000 ตารางเมตรต่อวันโดยมีพนักงานกว่าสองร้อยคน ในขณะที่โรงงานผลิตกระเบื้องขนาดใหญ่สามารถผลิตกระเบื้องจำนวนนี้ได้โดยใช้ เวลาเพียงหนึ่งกะทำงานโดยใช้เพียงหนึ่งสายเคลือบเท่านั้นและใช้คนงานเพียง ไม่เกิน 6 คน) นอกจากนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการควบคุมคุณภาพก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะทำ ให้สินค้าของลำปางเป็นที่ยอมรับของลูกค้าแม้ว่าลูกค้าอาจต้องจ่ายแพงกว่า สินค้าของเจ้าอื่นโดยสร้างความแตกต่างเพื่อให้ลูกค้าประทับใจ

ขอขอบคุณ บริษัทกระเบื้องดินเผาลำปาง-ไทย จำกัด, บริษัทกระเบื้องเขลางค์(2003) จำกัด, บริษัทศมาอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

และ ดร. คชินท์ สายอินทวงศ์ ที่ให้บทความดีๆมาฝากกันครับ

วันศุกร์


จะ ว่าไปแล้วเส้นข้ามระหว่างงานศิลปะกับของที่มีตำหนินั้นมันแบ่งกันด้วยเส้น บางๆเท่านั้น คนทำงานศิลปะอาจมองเห็นความงามของงานชิ้นหนึ่งในขณะที่คนเดินดินกินข้าวแกง อาจมองว่าไร้ค่า ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น หลายต่อหลายครั้งที่งานศิลป์ที่มีคุณค่านั้นกว่าที่มันจะมีคุณค่าได้ก็อาจ ใช้เวลาหลายร้อยปี หรือต้องผ่านการเสนอผลงานของศิลปินเจ้าของงานชิ้นนั้นจนคนฟังเคลิ้มตาม คนทำงานศิลปะคงเถียงไม่ได้กระมังว่าหลายต่อหลายครั้งที่เราดูงานเพียงเพราะ ชื่อของเจ้าของงาน ยิ่งถ้างานนั้นเป็นของบุคคลที่มีชื่อเสียงต่อให้งานบิดเบี้ยวเพียงไร ใครต่อใครก็มองว่าสวยเหลือเกิน กล้าที่จะแหวกกฎ แตกแบบมีศิลป์ ยืนดูงานกันอยู่ห้าคน โอโฮไปแล้วสาม แล้วที่เหลืออีกสองจะพลอยมองไม่เห็นความงามเชียวหรือ ครั้งหนึ่งผมไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่นิวยอร์ค ที่ซึ่งรวบรวมภาพเขียนของสุดยอดจิตรกรของโลกไว้มากมาย ค่อยๆเดินดูภาพเขียนทีละภาพด้วยความละเลียด (จริงแล้วเพื่อให้คุ้มค่าตั๋ว) ในฐานะคนไม่ได้เรียนศิลปะแต่สนใจ บทสรุปที่ผมได้รับจากการดูในครั้งนั้นก็คือภาพวาดกว่า 80% ในพิพิธภัณฑ์ที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น ศิลปินไทยหลายต่อหลายคนสามารถรังสรรค์งานเช่นนั้นได้ หลายภาพที่ยืนมองถ้าไม่อ่านประวัติกับคำบรรยายภาพประกอบก็จะไม่ทราบเลยว่า มันมีคุณค่าอย่างไร เห็นไหมว่าแค่ความงามอย่างเดียวอาจไม่พอเพียง ต้องสร้างเรื่องราวและโน้มน้าวให้คนดูคล้อยตามด้วย ผมเคยเอาภาพถ้วยชาใบนี้ไปให้คนที่รู้จักหลายคนวิจารณ์ ถ้าผมบอกว่าเป็นฝีมือผม คนที่รู้จักผมในฐานะนักเซรามิกแบบอุตสาหกรรมก็จะบอกว่าทำไมเคลือบไม่ติดใน บางส่วน ทำไมเคลือบเอนโกบไม่ดีปล่อยให้มีรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นรูปก็ไม่ดีมีรอยร้าวตั้งแต่ตอนอบแห้ง แล้วสีอะไรก็ไม่รู้เลอะเทอะไปหมด เพราะพวกที่วิจารณ์ผมนี้อยู่ในแวดวงของการผลิตเซรามิกเพื่อการค้าเป็น อุตสาหกรรม แต่ถ้าเอาไปให้คนที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตดูหลายคนชอบ แต่อีกหลายคนก็เฉยๆ แต่ไม่มีคำกล่าวเกี่ยวกับรอยร้าว หรือสีไม่ติด
น่าเสียดายที่ถ้วยชาใบนี้ผมไม่ได้ทำเองแต่เป็นฝีมือของศิลปินเซรามิกที่มี ชื่อเสียงในการปั้นถ้วยชาชาวญี่ปุ่นชื่อคุณชิโร่ ซูจิมูระ และถ้วยใบนี้ก็เป็นถ้วยชาที่มีชื่อเสียงของศิลปินคนนี้ ผมไม่รู้มูลค่าของถ้วยชาใบนี้ แต่ก็น่าจะประเมินได้ว่าคงมีคนทุ่มทุนซื้อด้วยราคาสูงมากทีเดียว ซึ่งแน่นอนถ้าบอกราคานี้ให้กับคนที่วิจารณ์ถ้วยชาใบนี้ที่คิดว่าเป็นฝีมือผม พวกเขาคงหัวเราะและกล่าวหาคนที่ซื้อว่าบ้า

ปริมาณของคนที่อยากซื้อถ้วยใบนี้กับคนที่บอกว่าบ้า ในโลกใบนี้ฝั่งใดจะมีจำนวนมากกว่ากัน ผมว่าคงหาคำตอบได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากก็คือเราจะทำอย่างไรกับจำนวนคนที่ตอบว่าบ้า ให้มาสนใจกับงานเซรามิกของเรา นี่แหละหน้าที่ของนักออกแบบและผู้ผลิตงานเซรามิก
ในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าเซรามิกจากจีนเป็นหนามทิ่มแทงอุตสาหกรรมเซรามิก บ้านเราอย่างมาก ทำอย่างไรที่เราจะฉีกหนีสินค้าจากจีนได้ ส่วนหนึ่งโรงงานเซรามิกของบ้านเราที่ยังยืนหยัดสู้กับจีนได้นั้นยังมีอยู่ อีกมาก และสู้ได้สบายมากด้วย แต่โรงงานเหล่านี้จำเป็นต้องมีการพัฒนารูปแบบ สีสัน เทคนิคในการผลิตใหม่ๆ การใช้งานใหม่ๆ มาสู้กับสินค้าจากจีน การพัฒนารูปแบบและสีสันใหม่ๆให้ก้าวไกลนั้นนอกจากไอเดียการออกแบบที่ดีแล้ว จำเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสีเคลือบ กระบวนการเคลือบและการเผาเป็นอย่างดี สีเซรามิกนั้นไม่เหมือนกับการเขียนสีน้ำหรือสีน้ำมัน เพราะสีเซรามิกนั้นสิ่งที่เห็นก่อนเผาอาจจะให้ผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูง ดังนั้นการรังสรรค์งานเซรามิกให้ได้ดีและสามารถสร้างงานศิลป์ให้ผลิตเป็น Mass production ได้จำเป็นต้องเข้าใจในสูตรสีเคลือบแต่ละสูตรและธรรมชาติของมันเวลาผสมเข้า กับสีตัวอื่น รวมทั้งรู้จักเทคนิคในการเคลือบและตกแต่งสีลงบนชื้นงาน (Glaze application)

เทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไปในการเคลือบคือการจุ่ม (Dipping) แต่การจุ่มนั้นจะทำให้ได้สีเคลือบที่มีความหนาใกล้เคียงกัน ทำให้งานดูแข็งๆไม่มีมิติเท่าที่ควร สำหรับการสเปรย์สีเราจะสามารถควบคุมปริมาณสี ความหนา ฝอยของการสเปรย์ และถ้าเรามีการสเปรย์ทับกันหลายๆสีตรงรอยต่อของสีจะทำให้เกิด effect บางอย่างที่การจุ่มเคลือบทำไม่ได้ ถ้า เราเข้าใจในเคลือบของเราดี ตรงรอยต่อของสีทั้งสองอาจสร้างสีที่สามขึ้นมาได้ แต่ถ้าสีเคลือบที่นำมาทับกันไม่สามารถเข้ากันได้เนื่องจากจุดหลอมตัวและ COE ต่างกันก็จะเกิดเป็นรอยร้าวหรือมีฟองอากาศเกิดขึ้นและกลายเป็นของตำหนิในที่ สุด

การใช้เทคนิคเคลือบทับ โดยให้ชั้นแรกเป็นเสมือนชั้นเอนโกบและทับด้วยชั้นเคลือบที่สามารถทำ ปฏิกิริยากับชั้นเอนโกบได้ก็จะได้ สีสันและริ้วสีที่แปลกตาไป ซึ่ง Texture เหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างอาทิเช่น ความหนาของชั้นเคลือบ ความหนาแน่นของเคลือบ รูปทรงของผลิตภัณฑ์ การไหลตัวของเคลือบในขณะหลอม อุณหภูมิในการเผา ซึ่งเราเรียกเคลือบแบบนี้โดยรวมๆว่า Reactive glaze ซึ่งในรายละเอียดเกี่ยวกับการทำเคลือบ Reactive นี้จะเขียนถึงในครั้งต่อไป

เทคนิคการใช้แปรงทา (Brushing) การสลัดสีโดยใช้พู่กัน การจ้ำสีโดยใช้ฟองน้ำ การเขียนลายใต้เคลือบและบนเคลือบ ต่างก็เป็นเทคนิคที่หลายๆโรงงานนำมาใช้ ซึ่งแน่นอนว่าเราจำเป็นต้องรู้จักสีที่เราจะนำมาใช้งานให้เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เราคาดหวังไว้ก่อนเผาอาจจะตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง หลังผ่านอุณหภูมิสูงไปแล้ว

สิ่งเหล่านี้เกิดจากการทดลองทั้งสิ้นไม่มีตำราตายตัว แต่อย่างน้อยก็อยู่บนพื้นฐานตามทฤษฏี เช่นเคลือบสูตรพื้นฐานเดียวกันย่อมเข้ากันได้ดีกว่า แต่ถ้าต้องการ effect แปลกๆโดยใช้การราดเคลือบทับกันในหลายๆชั้นต้องใช้เคลือบที่มีพื้นฐานต่างกัน แต่ต่างกันแบบเข้ากันได้โดยเคลือบที่ถูกทับควรจะต้องมีจุดอ่อนตัว (Softening point)ที่สูงกว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองอากาศหรือเคลือบเดือดหลังเผา การตกแต่งเคลือบให้มีความหนามากเกินไปก็จะเกิดปัญหา Over firing ได้ง่าย การบดเคลือบหยาบเกินไปผิวเคลือบก็จะไม่สวย เป็นต้น

แต่อย่าลืมว่าหลังจากสร้างงานสวยๆแล้วต้องสร้างเรื่องราวให้ดูน่าสนใจด้วย งานจะได้มีราคาขึ้นมาอีกมากใครๆก็ต้องโฆษณางานของตัวเอง ไม่อย่างนั้นธุรกิจโฆษณาคงไม่เฟื่องฟูอย่างเช่นทุกวันนี้หรอก

ขอพระคุณสำหรับบทความดีๆ จาก ดร. คชินท์ สายอินทวงศ์

วันพุธ


การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เซรามิก

สวัสดีครับ วันนี้ผมมีบทความเกี่ยวกับการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เซรามิคต่างๆมาฝากกันครับ อาทิเช่น กระเบื้อง กระเบื้องปูพื้น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องลายต่างๆ กระเบื้องปูผนัง

รายละเอียดการอบรม

การขึ้นรูปแบบอัด (Pressing) สำหรับการผลิตกระเบื้องเซรามิก, กระเบื้องหลังคา, Kiln furniture, อิฐทนไฟ

เครื่องขึ้นรูปแบบอัดชนิดต่างๆ ได้แก่ Dry pressing, Friction pressing, Hydraulic pressing, Turntable press, Ram press, Press for Roof tile

ส่วนประกอบต่างๆของเครื่องขึ้นรูปแบบอัด

ปัจจัยต่างๆในกระบวนการขึ้นรูปแบบอัด ได้แก่ Specific pressing pressure, %Spring back, Green bulk density, Grain size distribution, Aging time, %Moisture content, Die temperature, R-curve ของ Lining, Speed of charger, Type of charger, Isostatic punch

Quality control ของกระบวนการขึ้นรูปแบบอัด

การขึ้นรูปแบบรีด (Extrusion) สำหรับการผลิตกระเบื้องแบบรีด, Kiln furniture แบบ Extrude, กระเบื้องหลังคา, อิฐทนไฟ, อิฐก่อสร้าง

ชนิดของเครื่อง Extrude

ส่วนประกอบต่างๆของเครื่อง Extrude

ปัจจัยต่างๆในกระบวนการขึ้นรูปแบบรีด ได้แก่ %Water content ของเนื้อดิน, ความเหนียวของเนื้อดิน, ความแข็งของดินแท่ง, Moisture gradient ของดินแท่ง, อุณหภูมิของผิวดินแท่ง, Vacuum pressure,ลักษณะการไหลของดินในเครื่อง Extrude, ความเร็วของการ Feed ดิน, ลักษณะของ Barrel, ลักษณะของ Die, อัตราการสึกของใบscrew

Quality control ของกระบวนการขึ้นรูปแบบรีด

การขึ้นรูปแบบ Roller/ Jigger สำหรับการผลิตลูกถ้วยไฟฟ้า, ถ้วยชาม, ของตกแต่ง, กระถาง, อ่าง

ชนิดของเครื่อง Jigger และส่วนประกอบที่สำคัญ

ชนิดของเครื่อง Roller และส่วนประกอบที่สำคัญ

ปัจจัยต่างๆ ในกระบวนการขึ้นรูป ได้แก่ ความแข็งของเนื้อดิน, ความเหนียวของเนื้อดิน, Pressure ภายใน Upper and lower die, Speed ของหัว Roller, มุมของใบมีด, อัตราการเข้า-ออกของใบมีด, วัสดุที่ใช้ทำแบบ

Quality control ของกระบวนการขึ้นรูปแบบRoller/ Jigger

วันเสาร์


สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน วันนี้มาทักทายกันตามปรกตินะครับไม่มีอะไรมากช่วงนี้งานค่อนข้างเยอะครับ ไม่ทราบว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามีใครมาเที่ยวงานเซรามิกแฟร์ที่ลำปางกันบ้างครับ ผมเองตอนนี้มีงานหลายอย่างเลยไม่ค่อยมีเวลามาพูดคุยเรื่องราวเซรามิกกันเลย ต้องขออภัยด้วยนะครับ ตลาดเซรามิกในปัจจุบันนี้มีการแข่งขันกันสูงมากครับ ทั้งตลาดเซรามิกในประเทศและตลาดเซรามิกต่างประเทศ ล้วนแต่ผลิตเซรามิกกันออกมากันมากมายในช่วงไฮซีซั่นที่ผ่านมานะครับ แต่ถึงยังไงช่วงนี้ก็เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ทางธรรมชาติขึ้นยังไงก็วางแผนกันให้รัดกุมหน่อยนะครับ ตอนนี้ที่โรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่ของเรากำลังซื้อเตามาใหม่ครับ เป็นเตาเซรามิกไฟเบอร์ 8 แผ่นครับซึ่งทางคุณพ่อผมได้ติดต่อขอซื้อมาจากพรรคพวกกันครับ เลยยุ่งๆอยู่ในช่วงนี้ รัฐบาลเค้าก็มีโครงการช่วยเหลือการส่งเสริมและลดพลังงานมาสร้างเตาให้15 เปอเซนต์ ทางโรงงานเราเลยไม่ขัดศรัทธาครับรีบขยายเตาเซรามิกให้มีปริมาณการเผาที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าครับ เพราะในขณะนี้มีลูกค้าโทรเข้ามาติดต่อกับทางโรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่ของเรามาก ต้องขอแภัยในความไม่สะดวกด้วยนะครับ ถ้าออเดอร์เริ่มทยอยส่งออกไปแล้วทางโรงงานเซรามิกพระคุณพ่อแม่ก็ยินดีรับใช้ทุกท่าน อย่างที่ผ่านมานะครับ ถ้าใครมีข้อสงสัยอะไรก็ฝากไว้ที่กล่องแสดงความคิดเห็นด้านหน้าได้นะครับ



สวัสดีครับวันนี้เอาเรื่องราวเซรามิกในประเทศอัฟกานิสถานมาฝากครับ ไม่น่าเชื่อนะครับเมืองที่มีแต่สงครามจะมีความงามของศาสตร์และศิลป์ อย่างเซรามิกอยู่ได้นะครับ บทความด้านล่างนี้แปลมาจากภาษาท้องถิ่นนะครับถ้าอ่านแล้วตะงิดใจก็อย่าว่ากันนะครับ เพราะผมก็ไม่ใช่คนอัฟก่นิสถานด้วย แต่อยากให้เพื่อนๆ ได้เปิดโลกกระทัดกันบ้างนะครับ ขอบคุณครับ

เทอร์คอยส์ Mountain มูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรองค์กรเอกชนซึ่งลงทุนในอัฟกานิสถาน AOS งานฝีมือแบบดั้งเดิมอาคารประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์เพื่อรักษามรดกทาง วัฒนธรรม, การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เทอร์คอยส์ Mountain มูลนิธิเชื่อว่าการเก็บรักษาวัฒนธรรมอัฟกานิสถานมีการเชื่อมโยงอย่างจำเป็น และเร่งด่วนไปยังประเทศ, AOS มากต้องการการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมและเมือง มูลนิธิ ปัจจุบันมีโรงเรียนในคาบูลเซรามิกส์และศูนย์ทรัพยากรในเมือง Istalif, เครื่องปั้นดินเผาที่เกี่ยวกับประเทศอัฟกานิสถานมาทุกวันเพื่อเรียนรู้ ปลอดภัยเทคนิคการมีประสิทธิภาพมากขึ้น วัตถุประสงค์ของเทอร์คอยส์, คืองาน AOS ไม่ใช่การแก้ไขทักษะเดิม แต่เพื่อรักษางานฝีมือของอัฟกานิสถานในขณะที่การเปิดให้เป็นตลาดที่กว้าง ขึ้น
คาบูลเป็นเมืองที่ให้กำเนิดกับการก่อสร้าง ผู้ลี้ภัยที่มาร่วมให้กิ่งก้านสาขาของเมืองในขณะที่ บริษัท ต่างประเทศและหน่วยงานภาครัฐสร้างอาคารสูงใจกลางเมือง โครง สร้างพื้นฐานการต่อสู้ให้ทันน้ำและไฟฟ้าที่หายา ถนนไม่ได้ลาดและแม้แต่ละแวกใกล้เคียงที่เยี่ยมที่สุดคือการขาดการวางแผนใน การบำบัดน้ำเสียชุมชน นอกคาบูลก้าวของชีวิตจะทำงานช้าลง เมืองแบบดั้งเดิมและหมู่บ้านที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในร้อยปีที่ผ่านมา การบูรณะและผลกระทบของการช่วยเหลือจากต่างประเทศได้รับน้อยที่สุดและส่วนใหญ่ของประเทศต่อสู้กับความยากจนและความหิว
ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเหนือธรรมดา Shomali ของคาบูลถูกทำลายโดยการต่อสู้กับ Taliban และได้รับอย่างช้าที่จะสร้าง จำนวนมากในเมืองเหล่านี้ได้ต่อสู้เพื่อสร้างตัวเองและได้ถูกบังคับให้ต้องค้นหาวิธีการของตนเองการพัฒนาเศรษฐกิจ สำหรับ Istalif เมืองหนึ่งชั่วโมงและครึ่งทางเหนือของคาบูลในเนินของฮินดูกูชนี้หมายถึงการ กลับมาที่งานฝีมือแบบดั้งเดิมของพวกเขาในการขับเคลื่อนกระบวนการการสร้าง ใหม่ของพวกเขาเอง โดย เฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปั้นดินเผา Istalifi ได้กลับมาสร้างเตาเผาและผลตอบแทนของพวกเขาไปยังวิธีการ potting ที่ได้รับการส่งผ่านจากพ่อให้ลูก

Istalif มานานแล้วสำหรับสวนที่มีชื่อเสียงและงานฝีมือดั้งเดิม เอ็มไพร์ Babur ชื่นชมความงามของ Istalif สวน AOS ก่อนที่การรุกรานของโซเวียต, Istalif เป็นจุดที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวและ Kabulis เพื่อเข้าชมในวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม Istalif, สถานที่ตั้งของ AOS ยังทำให้มันเป็นเป้าหมายของการนัดหยุดงานทางทหารในระหว่างอัฟกานิสถาน AOS 25 ปีของสงคราม



ใน ฐานะที่เป็นหลักในเมืองทาจิกที่ขอบของภูเขาและดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งเส้น ทางระหว่างคาบูลและความปลอดภัยของภูเขาสำหรับเครื่องบินรบต้านทาน, Taliban เห็น Istalif เป็นภัยคุกคามต่อการปกครองของพวกเขาคาบูล ดังนั้นหลังจากสัปดาห์ของการต่อสู้อย่างดุเดือด, Taliban ได้ควบคุมตัวของเมือง พวกเขาให้ผู้อยู่อาศัยที่ได้รับคำเตือนจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงและมีระบบฝังช้าหรือ razed อาคารในทุกเมือง

ส่วน ใหญ่ของเครื่องปั้นดินเผาใน Istalif หลบหนีไปยังคาบูลเดินมากเกือบเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่รุนแรงในขณะ ที่แบกตำแหน่งของพวกเขาทั้งหมด ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในคาบูลที่อาศัยอยู่ในความยากจนกับญาติหรือผู้ตั้งถิ่นฐานในที่สาธารณะในหมู่บ้านจนตกของ Taliban เกือบ จะทันทีหลังจาก Hamid Karzai, รัฐบาล AOS ระหว่างกาลมาถึงเครื่องปั้นดินเผา Istalifi เริ่มเคลื่อนย้ายไปช้ากลับไปที่บ้านของพวกเขาทำลายและกลับไปที่สิ่งที่พวก เขาทำดีที่สุดทำให้หม้อ
เครื่องปั้นดินเผา Istalifi :

วิธีการของเครื่องปั้นดินเผา Istalifi มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ของสามทศวรรษที่ผ่านมา พวก เขาใช้ส่วนผสมของดินเหนียวเครื่องเคลือบดินเผาที่พวกเขาเก็บในภูเขาสูงกว่า Istalif และนำมาสู่การประชุมเชิงปฏิบัติการของพวกเขาด้วยการลา ใน ดินเหนียวที่พวกเขาเพิ่มใยพืชที่เรียกว่าทะเลสาบ E - gul ซึ่งจะทำให้ดินสามารถทำงานได้มากขึ้น แต่ยังทำให้หม้อของพวกเขาเปราะมากขึ้น พวกเขาทำทุกวัดด้วยตาของพวกเขาและจากนั้นดินมีการผสมกันโดยการกระแทกกับเท้าของพวกเขาสำหรับระหว่างสองและสี่ชั่วโมง

เครื่องปั้นดินเผา Istalifi มีโทบนล้อเตะและประเพณีให้หลากหลายและจานชาม พวกเขาสลัดโคกและมักจะผลิตได้มากเท่าที่โบลิ่ง 50 ชั่วโมงเมื่อมีการกดเป็นเวลา ตั้งแต่ปี 1970 แต่พวกเขาได้ทำให้มากขึ้นเชิงเทียนและวัตถุตกแต่งอื่น ๆ ซึ่งทั้งสองและชาวต่างชาติซื้อ Kabulis เยี่ยมชม
เขา unfired กระถางมีแล้วจุ่มลงในใบสีขาวที่มี chakhma หรือผลึกพื้นดินและดินเหนียวสีขาว เครื่องปั้นดินเผาจากนั้นใช้สาม glazes ที่แตกต่างกัน sundur ความนิยมสูงสุด,, มีความสวยงาม แต่ยังนำไปสู่ความเป็นเงามันเป็นพิษอย่างมาก ด้วย การทำงานกับสีเขียวขุ่น Mountain มูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่น ๆ , เครื่องปั้นดินเผามีมาตระหนักถึงอันตรายของสารตะกั่วในนี้เป็นมันและเป็นจุด เริ่มต้นที่จะใช้มันน้อยลง ในอดีตใช้เครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เรียกว่าอัลคาไลน์ ishkor ทำจากขี้เถ้าของบุชพบภูเขาทางตอนเหนือของฮินดูกูช ผสมกับทองแดงนี้ผลิตเคลือบสีฟ้าครามสวยงามที่ Istalif ที่มีชื่อเสียงมานานแล้ว
เครื่องปั้นดินเผาไฟในเตาเผาแบบดั้งเดิม updraft ทำบ้านอิฐและดินเหนียว เตาเผาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับระหว่างห้าถึงเจ็ดชั่วโมงต้องกว่าพันปอนด์จากไม้ เครื่องปั้นดินเผาเตาเผาโดยใช้แพ็คชุด stilts ขาตั้งกล้อง นี้จะช่วยให้การบรรจุจำนวนเหลือเชื่อของหม้อคว่ำลงในเตาเผาอันเล็ก ๆ แต่ใบสามรอยแผลเล็ก ๆ ในแต่ละหม้อ
Challenges :

ใน ขณะที่เครื่องปั้นดินเผา Istalifi ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูหัตถกรรมแบบดั้งเดิมของพวกเขาพวกเขายังคงเผชิญ กับความท้าทายอย่างรุนแรงซึ่งเทอร์คอยส์มูลนิธิเมาท์เทนกำลังทำงานร่วมกับ พวกเขาที่จะเอาชนะ

ปัจจุบันหม้อ Istalifi จะเปราะและไม่สามารถที่จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น จำนวนมากนี้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าเตาเผาไม้ของพวกเขาไม่ถึงอุณหภูมิที่สูงพอและมีความยากที่จะควบคุม มูลนิธิเมาท์เทนสีเขียวขุ่นกำลังทำงานกับกลุ่มเครื่องปั้นดินเผา, สอนพวกเขาถึงวิธีการสร้างเตาเผาก๊าซ เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้จะสร้างเตาเผาก๊าซที่ TMF Resource Center ซึ่งจะมีให้เครื่องปั้นดินเผาทั้งหมด โปรแกรม Micro - ให้ยืมแล้วจะช่วยให้กลุ่มของการสร้างเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาของตัวเองที่คุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เตา เผาที่ใช้ร่วมกันดังกล่าวจะช่วยให้เครื่องปั้นดินเผาในการผลิตกระถางเปราะ น้อยลงจะช่วยชะลอปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่ confronts มากชนบทของอัฟกานิสถานและทำให้เศรษฐกิจมากขึ้นทำงานได้สำหรับเครื่องปั้นดิน เผาเพื่อลบ stilts ขาตั้งกล้อง
ศูนย์ทรัพยากรยังทำหน้าที่เป็นสถานที่ที่ ceramists เยี่ยมชมสามารถมาทำงานกับเครื่องปั้นดินเผาของ Istalif ศูนย์ทรัพยากรมีการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับเครื่องปั้นดินเผาที่เน้นการใช้วัสดุที่ปลอดภัยและอันตรายจากการ glazes นำไปใช้ เครื่องดินเผายังคงเป็นภาคกลางการจัดระเบียบสังคมของหมู่บ้าน นอก เหนือจากการทำงานของพวกเขาด้วยเครื่องปั้นดินเผา, TMF นอกจากนี้ยังจัดตั้งโครงการทางสังคมหลายอย่างที่เป็นหมดรวมทั้งศูนย์ ทรัพยากรการเรียนรู้หนังสือและการประชุมเชิงปฏิบัติการในการพัฒนาธุรกิจ
การ ทำงานของมูลนิธิเมาท์เทนสีเขียวขุ่นใน Istalif โดยเริ่มจากการเป็นหลักช่วยงานเครื่องปั้นดินเผาและครอบครัวของพวกเขา แต่ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำกันและภูมิศาสตร์ของ Istalif มีการอนุญาตให้งานฝีมือแบบดั้งเดิมอย่างช้าๆเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมือง นี้เป็นเมืองที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ส่วนใหญ่โดยอาศัยการอุทธรณ์ของเรือโบราณของพวกเขา มูลนิธิเมาท์เทนสีเขียวขุ่นอยู่ในขั้นตอนของการสร้างศูนย์ของผู้เข้าชมใกล้ตลาดสดเมือง ศูนย์ แห่งนี้จะมีการแสดงพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเครื่องปั้นดิน เผาอัฟกานิสถานและยังจะเป็นสถานที่สำหรับเครื่องปั้นดินเผาเพื่อแสดงผลงาน ของผู้เข้าชมจากคาบูลของพวกเขาและต่างประเทศ

ขอขอบคุณ มูลนิธิ เมาท์เทนสีเขียวขุ่น ที่ให้ข้อมูลดีๆมาเล่่สู่กันฟังนะครับ

;;